รวมข้อมูลต่างๆเกี่ยวกับการเรียนกฎหมาย

สมัครฟรี!!!! สำหรับผู้ต้องการทำธุรกรรมทางการเงินแบบออนไลน์

ลงทะเบียนกับ PayPal  และรับการชำระเงินผ่านบัตรเครดิตได้ทันที

+++สมัครบัญชีธุรกรรมออนไลน์ง่ายๆ(แค่คลิก)


ข้อมูลนักกฎหมาย

เป็นแหล่งรวมข้อมูลต่างๆสำหรับนักกฎหมาย
เวบ BLOG นี้ใช้สำหรับแลกเปลี่ยนข้อมูลและความคิดเห็นสำหรับเพื่อนๆนักกฎหมายทุกท่าน ใครมีบทความหรือข้อมูลดีดีมาแนะนำ ติชม เสนอข้อมูลมาได้ที่ อีเมลล์ klungkodmai@gmail.com ได้นะครับ หรือใครจะแสดงความคิดเห็นต้องมีบัญชีอีเมลล์ของกูเกิ้ลนะครับ ขอให้แสดงความคิดเห็นกันเยอะๆนะ จะได้เกิดองค์ความรู้ใหม่ๆในวงการกฎหมายต่อไป
ปล.เจ้าของเวบบล๊อคเป็นมือใหม่หัดทำ ผิดพลาดประการใดขอน้อมรับไว้ เพื่อปรัับปรุงแก้ไขต่อไปครับ ^ ^
Powered By Blogger

รวมข้อมูลทางกฎหมาย

รวมข้อมูลทางกฎหมาย
^^>>เวบเนติบัณฑิต^^

วันอังคารที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2553

ภาระการพิสูจน์ในคดีละเมิดโดยประมาทเลินเล่อ

รองศาสตราจารย์ประสิทธิ์  จงวิชิต
อาจารย์ประจำ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง
                                                                     

     ในคดีแพ่งการที่จะวินิจฉัยว่าจำเลยได้โต้แย้งสิทธิของโจทก์อันเป็นการทำผิด หน้าที่ของตนหรือไม่  จำเป็นต้องได้ข้อเท็จจริงที่จะใช้ประกอบในการวินิจฉัยเสียก่อน  ในการค้นหาความจริงจากข้อเท็จจริงต่างๆ  ที่จะใช้ประกอบในการวินิจฉัยนี้  ศาลของประเทศต่างๆ  ย่อมดำเนินตามกฎหมายวิธีพิจารณาความโดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนที่ว่าด้วยพยาน หลักฐาน
     การค้นหาความจริงของศาลย่อมต้องอาศัยกฎหมายว่าด้วยพยานหลักฐานเป็นหลักซึ่ง แบ่งออกได้เป็น  2  ระบบคือ
     1.  ระบบกล่าวหา (Accusatorial  System)
     2.  ระบบไต่สวน (Inquisitorial  System)
     ระบบกล่าวหานั้นสืบเนื่องมาจากการที่บุคคลคนหนึ่งนำเรื่องราวมาฟ้องร้องว่า กล่าวบุคคลอีกคนหนึ่งต่อผู้มีอำนาจเพื่อให้ผู้มีอำนาจนั้นชำระให้แก่ตน  วิธีการชำระแต่เดิมๆ มาก็มีอยู่ต่างๆ กัน  เช่น  ให้พิสูจน์โดยวิธีดำน้ำบ้าง  ลุยไฟบ้าง  หรือให้ต่อสู้กันด้วยหอกด้วยดาบบ้าง (Trial  by  ordeal  and  Trial  by  Battle)  แทรกด้วยการบวงสรวงต่อสิ่งศักดิ์สิทธิเพื่อให้ดลบันดาลให้แพ้ชนะกันด้วยเหตุ นี้ผู้ชำระความจึงต้องตั้งตัวเป็นคนกลางจริงๆ เมื่อวิธีการชำระคดีได้กลายมาเป็นการนำพยานหลักฐานมาพิสูจน์ต่อผู้มีอำนาจ ชำระหลักเกณฑ์ในการที่จะนำพยานอย่างไรมาพิสูจน์ได้หรือไม่จึงเป็นไปโดยเคร่ง ครัด  เพื่อมิให้ทั้งสองฝ่ายได้เปรียบเสียเปรียบแก่กัน  กล่าวอีกนัยหนึ่ง  ก็คือระบบกล่าวหานั้นเป็นระบบที่วิธีการชำระความเป็นไปในทางที่โจทก์จำเลย  ผู้ชำระตั้งตนเป็นคนกลางคอยดูแลให้ทั้งสองฝ่ายได้ดำเนินคดีของตนไปตาม กฎเกณฑ์ที่ได้วางไว้โดยเคร่งครัด
     ส่วนระบบไต่สวนนั้นสืบเนื่องมาจากอิทธิพลวิธีการชำระความของผู้มีอำนาจในทาง ศาสนาโรมันคาทอลิกกล่าวคือ  ในวงการศาสนานั้น  เมื่อผู้มีอำนาจปกครองดูแลได้ทราบว่าบุคคลผู้เป็นสมาชิกในสมาคมของตนกระทำ การอันมิชอบจะมีผู้มากล่าวหาฟ้องร้องหรือไม่ก็ดี  ผู้ที่ปกครองก็ต้องขวนขวายหาให้รู้เท็จและจริงให้จงได้เนื่องด้วยเหตุนี้ วิธีการพิสูจน์พยานหลักฐานของฝ่ายระบบไต่สวน  จึงไม่ใคร่มีหลักเกณฑ์เคร่งครัดดังเช่นระบบกล่าวหาเพราะมุ่งหวังเอาผลที่จะ ได้รู้ถึงเท็จและจริงมากกว่า  ระบบไต่สวนนี้จึงมีเค้าสืบเนื่องมาในกฎหมายของประเทศต่างๆ  ทางภาคพื้นยุโรป  ซึ่งแต่เดิมได้มาอยู่ใต้อิทธิพลของโป๊ปแห่งกรุงโรมส่วนในเกาะอังกฤษยังคงใช้ ระบบกล่าวหาตามความเจริญทางกฎหมายของเผ่าแองโกลแซกซอนซึ่งมีแต่เดิม 
     หลักการแห่งระบบกล่าวหาที่เรานำมาใช้ในกฎหมายวิธีพิจารณาความของเราได้แก่ การพิจารณาคดีโดยเปิดเผยต่อหน้าคู่ความ (Principle of Publicity and Confrontation)  ตามที่บัญญัติไว้ใน  ป.วิแพ่งมาตรา 36  และป.วิอาญามาตรา 172  ให้สิทธิคู่ความเท่าเทียมกันในการเสนอพยานหลักฐานของตนต่อศาลต่อจากนั้นใน การค้นหาความจริงเราได้นำเอาหลักการของระบบไต่สวนมาใช้  ให้ศาลมีอำนาจค้นหาความจริงได้อย่างกว้างขวาง (Principle of Judicial Investigation)  ไม่จำกัดเฉพาะจากพยานหลักฐานเท่าที่คู่ความนำสืบ  เป็นหน้าที่อันสำคัญของศาลยุติธรรมที่จะค้นหาความจริงไม่ใช่เพียงแต่คอย วินิจฉัยว่าคู่ความฝ่ายใดนำพยานหลักฐานมาสืบได้ดีกว่ากันเท่านั้น
     1.  ความหมายของคำว่า “ภาระการพิสูจน์”
         คำว่า  ภาระการพิสูจน์  ได้มีนักกฎหมายให้ความหมายหรือคำนิยามไว้ต่างๆ  กันมากมายดังนี้
         ท่านอาจารย์ประมูล  สุวรรณศร  อธิบายว่า “ภาระการพิสูจน์มีความหมายถึงหน้าที่ที่คู่ความฝ่ายหนึ่งจะต้องนำพยานหลัก ฐานมาพิสูจน์ต่อศาล  ให้ศาลเห็นจริงตามที่ตนกล่าวอ้าง  ตามมาตรา 84  แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง  ซึ่งบัญญัติว่า “ถ้าคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งกล่าวอ้างข้อเท็จจริงอย่างใดๆ เพื่อสนับสนุนคำฟ้องหรือคำให้การของตน  ให้หน้าที่นำสืบข้อเท็จจริงนั้นตกอยู่แก่ฝ่ายที่กล่าวอ้าง”  คำว่าหน้าที่นำสืบข้อเท็จจริงในที่นี้จึงหมายถึงทั้งภาระการพิสูจน์และ หน้าที่นำสืบก่อน  แต่อย่างไรก็ดี  หน้าที่นำสืบก่อนย่อมมีความสำคัญแก่คดีน้อยกว่าภาระการพิสูจน์เพราะหน้าที่ นำสืบก่อนสำคัญอยู่แต่ในเรื่องการได้เปรียบเสียเปรียบในทางซักค้านพยาน  แต่ภาระการพิสูจน์นั้นเป็นเรื่องที่จะทำให้แพ้ชนะทีเดียว” 
         ท่านอาจารย์คนึง  ฤาไชย  อธิบายว่า “ภาระการพิสูจน์  หมายถึง  การพิสูจน์ให้เห็นถึงความแท้จริงของสิ่งที่ตนกล่าวอ้างขึ้นในคดีนั้น  ภาระการพิสูจน์นี้เป็นหลักกฎหมายที่ศาลหรือคู่ความไม่อาจตกลงเปลี่ยนแปลงได้ ถ้าตามคำฟ้อง  คำให้การ  และการชี้สองสถาน  ภาระการพิสูจน์ตกอยู่แก่คู่ความฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดแล้วศาลหรือคู่ความไม่อาจ กำหนด  หรือตกลงกันเปลี่ยนแปลงให้เป็นภาระของอีกฝ่ายหนึ่งไปได้”
         ท่านอาจารย์โอสถ  โกศิน  อธิบายว่า “ภาระการพิสูจน์ หมายความถึง  หน้าที่ของคู่ความที่จะต้องนำพยานหลักฐานมาพิสูจน์ต่อศาลให้เห็นจริงตามที่ ตนกล่าวอ้าง  คือถ้าเป็นโจทก์ก็ต้องสืบให้ได้สมฟ้อง  ถ้าเป็นจำเลยต้องสืบให้สมคำให้การ  หากฝ่ายใดมีภาระการพิสูนจ์จึงต่างกับหน้าที่นำสืบก่อนในข้อที่ว่าถ้าภาระการ พิสูจน์ตกแก่ฝ่ายใดฝ่ายนั้นต้องสืบ  แต่จะสืบก่อนมีผลในทางได้เปรียบเสียเปรียบในเชิงว่าความ  แต่ภาระการพิสูจน์เป็นผลถึงให้คดีแพ้ชนะโดยตรง”
         จี.ดี โนคส์ (G.D. Nokes)  อธิบายว่า “ภาระการพิสูจน์ (the burden of proof) หรือ onus probandi เป็นเรื่องที่มีความสำคัญในกฎหมายว่าด้วยพยานหลักฐาน  คำว่าภาระการพิสูจน์ หมายถึง หน้าที่จะนำพยานหลักฐานของข้อเท็จจริงเข้าสืบ (an obligation to adduce evidence of a fact)”
         จอห์น  ฮุกชเลย์  บัซซาส (John Huxley Buzzard) อธิบายว่า “คำว่าภาระการพิสูจน์ (burden of proof)  ซึ่งใช้กันในกระบวนพิจารณาทางศาลมีความหมาย  2   นัยคือ
         1. Burden of proof on the pleading  ใช้ในความหมายซึ่งภาระการพิสูจน์ตกแก่คู่ความไม่ว่าโจทก์หรือจำเลย  ซึ่งต้องพิสูจน์เพื่อสนับสนุนประเด็นข้อกล่าวอ้างของตน
         2.  Burden of  adducing  evidence  ใช้ในความหมายซึ่งภาระการพิสูจน์ตกอยู่แก่คู่ความซึ่งเขาจะต้องแพ้คดี  ถ้าหากว่าเขาไม่นำพยานหลักฐานมาสืบ”
         เจ.ดี. เฮย์ดอน (J.D.Heydon)  อธิบายว่า “คำว่าภาระการพิสูจน์ (Burden of proof)  มีความหมาย 2 นัย  ประการแรก  หมายถึงหน้าที่ของคู่ความที่จะทำให้เชื่อในข้อเท็จจริงโดยการพิสูจน์จากข้อ เท็จจริงในคดี  หน้าที่เหล่านี้เรียกได้หลายอย่าง เช่น  (Legal  burden” , “persuasive  burden” , “the burden of proof on the pleadings”, “the fixed burden of proof” และ “burden of proof”
         ประการที่สอง หมายถึง หน้าที่ของคู่ความคนใดคนหนึ่งซึ่งต้องนำพยานหลักฐานเข้าสืบพิสูจน์เพื่อศาล จะได้กำหนดให้คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งพิสูจน์หักล้าง
         ดี.ดับบลิว  เอลเลียต (D.W. Elliott)  อธิบายว่า “คำว่าภาระการพิสูจน์ (burden of proof) มีความหมาย  2  นัย  ซึ่งแตกต่างกัน  ความหมายแรก  หมายถึงหน้าที่ของคู่ความจะทำให้เชื่อในข้อเท็จจริงจากการพิสูจน์ข้อเท็จ จริงบางอย่าง  ซึ่งกล่าวอ้างเป็นประเด็นไว้และซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นต่อคดีของเขา  ความหมายที่สอง หมายถึง  หน้าที่ในการนำพยานหลักฐานเข้าสืบพิสูจน์ซึ่งเป็นผลที่เสี่ยงโดยมีผลต่อการ แพ้ชนะคดีโดยตรง 
         เอ็ดเวิร์ด  ดับบลิว  เคลียรี (Edward W. cleary) อธิบายว่า “ภาระการพิสูจน์” มีความหมาย  2  นัย  ประการแรก  การนำพยานหลักฐานมาแสดงให้เป็นที่พอใจแก่ศาลในส่วนที่เกี่ยวกับข้อเท็จจริง ที่เป็นประเด็น  ประการที่สอง  หมายถึง  การนำพยานหลักฐานมาสืบเพื่อแสดงให้เห็นถึงความถูกต้องในข้อเท็จจริงที่กล่าว อ้าง
จากคำอธิบายความหมายของนักกฎหมายตามที่กล่าวมาแล้วพอจะสรุปได้ว่า  คำว่า  “ภาระการพิสูจน์”  หมายถึง หน้าที่ที่คู่ความฝ่ายหนึ่งจะต้องนำพยานหลักฐานมาพิสูจน์ต่อศาลให้เห็นจริง ตามที่ตนกล่าวอ้างดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 84 ว่า “ถ้าคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งกล่าวอ้างข้อเท็จจริงอย่างใดๆ  เพื่อสนับสนุนคำฟ้องหรือคำให้การของตนให้หน้าที่นำสืบข้อเท็จจริงนั้นตกอยู่ แก่ฝ่ายที่กล่าวอ้าง”
     2.  หลักเกณฑ์ทั่วไปเกี่ยวกับภาระการพิสูจน์ในคดีละเมิด
    ตามกฎหมายไทย  มีหลักอยู่ว่า  “ถ้าคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งกล่าวอ้างข้อเท็จจริงอย่างใดๆ  เพื่อสนับสนุนคำฟ้องหรือคำให้การของตน  ให้หน้าที่นำสืบข้อเท็จจริงนั้นตกอยู่แก่ฝ่ายที่กล่าวอ้าง”
         ในเรื่องละเมิด  ตามธรรมดาผู้ที่อ้างว่าอีกฝ่ายหนึ่งจงใจหรือประมาทเลินเล่อทำให้ตนต้องเสีย หายจะต้องเป็นผู้นำสืบถึงความจงใจ  หรือความประมาทเลินเล่อของอีกฝ่ายหนึ่งให้ได้  เพราะฉะนั้นถ้าโจทก์อ้างว่าจำเลยประมาทเลินเล่อ โจทก์ก็ต้องมีหน้าที่นำสืบให้ได้  ถ้าสืบไม่ได้ศาลต้องยกฟ้อง  ตัวอย่างเช่น  คำพิพากษาฏีกาที่ 698/2480  โจทก์ฟ้องว่า  จำเลยกระทำแก่โจทก์โดยประมาทเป็นเหตุให้ทรัพย์ของโจทก์เสียหาย  ดังนี้เป็นหน้าที่ของโจทก์ต้องนำสืบให้สม  เมื่อโจทก์สืบไม่ได้ต้องพิพากษายกฟ้อง
         ตามกฎหมายโรมัน  มีหลักทั่วไปว่า  ภาระการพิสูจน์ตกอยู่แก่คู่ความซึ่งกล่าวอ้าง (ei incumbit probation qui dicit, nonqui negat) ดังนั้น  ภาระการพิสูจน์ตามปกติตกแก่โจทก์  แต่บางกรณีอาจต้องถูกพิสูจน์โดยจำเลย  เช่น  กรณีบุคคลใดใส่ความฝ่ายตรงข้าม  ให้ได้รับความเสียหายบุคคลนั้นจะต้องพิสูจน์ว่าความจริงเขาไม่ได้เป็นเช่น นั้น 
    ตามกฎหมายอังกฤษ  มีหลักอยู่ว่า  คู่ความฝ่ายใดกล่าวอ้างข้อเท็จจริงอันเป็นมูลพิพาทขึ้นมา  ฝ่ายนั้นมีหน้าที่นำสืบ (he who asserts a matter must prove it)  ดังนั้นในคดีแพ่งภาระการพิสูจน์ตกอยู่แก่โจทก์ 
         มีคดีมากมายซึ่งภาระการพิสูจน์ในประเด็นข้อใดข้อหนึ่งหรือหลายข้อตกแก่โจทก์ ในขณะที่ภาระการพิสูจน์ในประเด็นข้ออื่นๆ  ตกอยู่แก่จำเลย  ในการฟ้องคดีสำหรับความประเมินเลินเล่อภาระการพิสูจน์ถึงความประมาทเลินเล่อ (negligence)  และความเสียหาย (damage)  ตกอยู่แก่โจทก์แต่ในกรณีที่จำเลยกล่าวอ้างว่าโจทก์มีส่วนในความประมาท เลินเล่อด้วย (contributory negligence)  ภาระการพิสูจน์ตกอยู่แก่จำเลยในกรณีที่ภาระการพิสูจน์ในประเด็น  หรือข้อโต้เถียงในข้อเท็จจริงตกแก่ฝ่ายใดฝ่ายนั้นไม่นำพยานหลักฐานเข้าสืบ ฝ่ายนั้นต้องแพ้คดี
         ภาระการพิสูจน์ตกอยุ่แก่โจทก์ผู้ฟ้องคดีละเมิดไม่ใช่เป็นการตกลงกันเอง ระหว่างคู่ความโจทก์ผู้ฟ้องคดีไม่เพียงแต่พิสูจน์ถึงความเสียหาย  แต่ต้องพิสูจน์ถึงความประมาทเลินเล่อของจำเลยซึ่งเป็นเหตุให้เกิดการละเมิด ขึ้น  โดยเขาต้องพิสูจน์ถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการขาดความระมัดระวังซึ่งเกิดจาก จำเลย
         ตามกฎหมายของอเมริกา ในคดีแพ่งธรรมดา  เมื่อคู่ความซึ่งกล่าวอ้างเป็นประเด็นต้องพิสูจน์ให้ได้ความจริงตามที่กล่าว อ้างภาระการพิสูจน์ตกอยู่แก่เขา   คู่ความซึ่งมีภาระการพิสูจน์ในข้อเท็จจริงจะต้องมีหน้าที่นำพยานหลักฐานเข้า สืบ และทำให้ลูกขุนเชื่อในพยานหลักฐานที่นำมาแสดงนั้น  ตัวอย่างเช่น  ในคดีประมาทเล่นเล่อ (negligence  case)  โจทก์ต้องมีหน้าที่
         1.  มีภาระการพิสูจน์ถึงความประมาทเลินเล่อของจำเลย
         2.  นำพยานหลักฐานมาสืบถึงความประมาทเลินเล่อและ
         3.  ทำให้ศาลเชื่อในข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานที่นำมาแสดง
         อย่างไรก็ตาม  จำเลยอาจจะมีภาระหน้าที่ทั้ง  3  ประการนี้ในกรณีที่โจทก์ประมาทเลินเล่อร่วม (The  contributory  negligence  of  the  plaintiff) 
         ในปัจจุบัน  คดีละเมิดเนื่องจากความประมาทเลินเล่อซึ่งเกิดขึ้นจากการขาดความระมัดระวัง  และการไม่ได้ปฏิบัติตามหน้าที่กฎหมายกำหนดไว้  ไม่ว่าจะเป็นหน้าที่ทั่วไป (general  duty)  หรือมาตรฐานความประพฤติ (Standard  of  conduct)  เป็นปัญหาของการพิสูจน์ทั้งนั้น  ด้วยเหตุนี้ในคดีรถยนต์ชนกันบนทางหลวงเป็นหน้าที่ของโจทก์ที่จะทำให้คดี ปรากฏชัดขึ้น  และลูกขุนสามารถที่จะกำหนดมาตรฐานของความประพฤติเป็นพิเศษ  โดยปราศจากพยานหลักฐาน  แต่อย่างไรก็ตามต้องมีการพิสูจน์บางอย่าง (some proof)  ไม่ว่าจะเป็นพยานโดยตรง  หรือพฤติการณ์แวดล้อมกรณี  ซึ่งเป็นเรื่องที่คู่ความต้องกระทำก่อนที่ปัญหาเรื่องหน้าที่ (the question of duty)  จะถูกตัดสินและคณะลูกขุนจะยอมรับว่าความประพฤติเช่นนี้มีเหตุผลหรือไม่ภาย ใต้พฤติการณ์แวดล้อมนั้น
         ตามกฎหมายแคนาดา  โจทย์ต้องพิสูจน์คดีของเขา  ภาระการพิสูจน์ตกแก่โจทก์ในการพิสูจน์ถึงหน้าที่ใช้ความระมัดระวัง (duby of care)  การกระทำและผล (Causation), ความเสียหาย (damage) ในคดีละเมิดโดยประมาณเลินเล่อ  และเป็นหน้าที่ของจำเลยที่จะพิสูจน์หักล้างความประมาทเลินเล่อนั้น  บุคคลผู้มีภาระการพิสูจน์หักล้างความประมาทเลินเล่อนั้น  บุคคลผู้มีภาระการพิสูจน์ไม่ว่าจะเป็นผู้ฟ้องคดี  หรือต่อสู้คดีจะต้องพิสูจน์ให้เป็นที่พอใจแก่ศาลว่าเป็นพยานหลักฐานที่มี น้ำหนักหรือมีความเป็นไปได้  และโดยปราศจากเหตุแห่งข้อสงสัยทั้งปวง
         ตามกฎหมายฝรั่งเศส  ในคดีแพ่งกฎหมายฝรั่งเศสได้บัญญัติหลักทั่วไปในเรื่องหน้าที่นำสืบไว้ใน มาตรา 1315  ซึ่งบัญญัติเป็นภาษาอังกฤษว่า (He who claims execution of an obligation must prove it)   
         บทบัญญัติมาตรา 1315   ถอดความเป็นภาษาไทยได้ว่า “บุคคลใดใช้สิทธิเรียกร้องให้ชำระหนี้บุคคลนั้นต้องพิสูจน์”  จะเห็นได้ว่ามาตรา 1315  ได้บัญญัติให้บุคคลซึ่งต้องการเรียกร้องให้ชำระหนี้จะต้องพิสูจน์ให้เห็นถึง หนี้นั้น  ดังนั้นในการบรรเทาความเสียหาย  โจทก์จึงต้องพิสูจน์ถึงสิทธิเรียกร้องของเขาและจำเลยต้องพิสูจน์ถึงข้อ ต่อสู้ต่างๆ  ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง
         ในคดีละเมิดภาระการพิสูจน์ตกแก่โจทก์  โจทก์ต้องพิสูจน์ถึงความผิด (fault)  การกระทำและผล (causation).  และอันตรายที่ได้รับ (harm)  อย่างไรก็ตามก่อนที่โจทก์จะได้รับการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนภายใต้กฎหมาย ผรั่งเศส  โจทก์จะต้องพิสูจน์ว่าเขาได้รับความเสียหาย  และความเสียหายนั้นเป็นผลจากการกระทำ (act)  หรือละเว้นการกระทำ (omission)  ซึ่งจำเลยต้องรับผิดความรับผิดนี้อาจจะเป็นความรับผิดของจำเลยเอง  หรือเป็นความรับผิดสำหรับการกระทำของผู้อื่น  หรือเป็นความเสียหายซึ่งเกิดจากสิ่งของที่อยู่ในความดูแล
         ตามกฎหมายเยอรมัน  มีหลักทั่วไปอยู่ว่า  คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งต้องพิสูจน์ข้อเท็จจริงซึ่งยกเป็นข้ออ้างหรือข้อ ต่อสู้ของตน (each party must prove those facts which gave rise to right or defences on which it relies)  ภาระการพิสูจน์ข้อเท็จจริงเรียกว่า “Beweislast”
         ในคดีละเมิดเป็นหน้าที่ของโจทก์ที่จะพิสูจน์ว่าเขาได้รับความเสียหายและความ เสียหายนั้นเป็นสิทธิตามกฎหมายอย่างหนึ่งที่ได้รับการคุ้มครองตามประมวล กฎหมายแพ่งเยอรมันมาตรา 823 และการกระทำของจำเลย  ซึ่งเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายนั้นเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย (unlawful)  และศีลธรรม (culpable)  กล่าวโดยเฉพาะก็คือโจทก์ต้องพิสูจน์ว่าจำเลยปฏิบัติต่ำกว่ามาตรฐานความระมัด ระวัง  (standard  of  care)  และโดยการกระทำนั้นก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์
         ตามกฎหมายสวิส  ในการฟ้องคดีเรียกค่าเสียหายในคดีละเมิดโจทก์ต้องพิสูจน์ว่าจำเลยกระทำผิด กฎหมายไม่ว่าโดยจงใจ  (intention)  หรือประมาทเลินเล่อ (negligence)  ในการพิสูจน์นั้นโจทก์ต้องพิสูจน์ว่าจำเลยมีความจงใจ (intention)  ที่จะทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายหรือจำเลยไม่ได้ใช้ความระมัดระวังเพียงพอ เป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์  นอกจากนั้นโดยทั่วไปแล้วภาระการพิสูจน์ถึงเหตุ (cause) และผล (effect)  ของการกระทำยังตกอยู่แก่โจทก์อีกด้วย
         ตามกฎหมายญี่ปุ่น  โดยเหตุที่ในคดีละเมิด  การจงใจ (intent) หรือประมาทเลินเล่อ (negligence)  ของจำเลยเป็นพื้นฐานของความรับผิด (basic  of  liability)  ดังนั้นภาระการพิสูจน์ถึงความผิด (the burden of proof of fault)  ตกอยู่แก่โจทก์  ในคดีส่วนมากโจทก์ต้องพิสูจน์ถึงความผิดของจำเลย (defendant’s fault)  และถึงแม้ว่าไม่สามารถพิสูจน์ถึงความผิดได้อย่างเต็มที่  ผู้พิพากษาก็อาจใช้การสันนิษฐานได้  (the  judge  may  be  able  to  presumeit)  อย่างไรก็ตามมีบางคดีโจทก์ไม่สามารถพิสูจน์ถึงความผิดและความเสียหายได้  หลักความรับผิดเด็ดขาด (strict  liability)  จึงถูกนำมาใช้จะเห็นได้จากกรณีอุบัติเหตุที่เกิดจากยานยนต์  (motorvehicle  accidents)
         ตามที่กล่าวมาทั้งหมดนี้จะเห็นได้ว่าไม่ว่าจะเป็นกฎหมายของประเทศที่ใช้ ระบบ  Common  Law  เช่น  อังกฤษ, อเมริกา, แคนาดา  หรือประเทศที่ใช้ประมวลกฎหมาย  เช่น  ฝรั่งเศส, เยอรมัน, สวิส  หรือญี่ปุ่นก็ตามโดยทั่วไปแล้วภาระการพิสูจน์ตกแก่คู่ความซึ่งกล่าวอ้าง (ei  incumbit  probation  qui  dicit.  Non  qui  negat)
     3.  การใช้หลัก  Res  Ipsa  Loquitur  ในคดีละเมิดโดยประมาทเลินเล่อ
         หลัก  Res  Ipsa  Loquitur  นี้ใช้ในเรื่องละเมิดอันเกิดจากความประมาทเลินเล่อ  เพราะคดีธรรมดาเกี่ยวกับละเมิดตกเป็นภาระการพิสูจน์ของโจทก์ที่จะสืบถึงความ ประมาทเลินเล่อของจำเลยให้ศาลเห็นจึงจะบังคับให้จำเลยใช้ค่าเสียหายได้  แต่ในบางเรื่องโจทก์ไม่มีทางจะสืบได้เลย  เพราะข้อเท็จจริงเกี่ยวกับประมาทอยู่ในอำนาจและในความรู้ของฝ่ายจำเลยทั้ง หมด  ไม่มีใครทราบต้นเหตุได้นอกจากจำเลยเช่นนี้  ถ้าจะยังขืนเกณฑ์ให้โจทก์สืบถึงความประมาทของจำเลยอยู่  โจทก์ก็ไม่มีทางทำได้เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนนี้  หลักในเรื่องนี้จึงเกิดขึ้น  เรียกว่า “Res Ipsa Loquitur” หลักนี้เป็นกฎเกณฑ์ในเรื่องพยานหลักฐานโดยแท้มิใช่เป็นหลักที่เกี่ยวกับความ รับผิดทางละเมิด
         ท่านศาสตราจารย์  หลวงจำรูญ  เนติศาสตร์  ได้อธิบายหลัก  Res  Ipsa  Loquitur  นี้ว่า  “หลักนี้ใช้ในเรื่องประมาทในทางละเมิด กล่าวคือ  เมื่อมีการละเมิดเกิดขึ้นและมีข้อโต้เถียงกันว่าฝ่ายใดเป็นฝ่ายประมาทแล้ว  บางกรณีเหตุการณ์ที่เกิดขึ่นนั้นเองย่อมบอกอยู่ในตัวว่าฝ่ายใดเป็นผู้ ประมาท  เช่นเรือลำหนึ่งจอดอยู่ในแม่น้ำอีกลำหนึ่งแล่นมาและเกิดชนกันขึ้นเช่นนี้  ปกติแล้วย่อมเข้าใจว่า  ฝ่ายที่แล่นนั้นเองเป็นฝ่ายประมาท  เพราะถ้าหากไม่ประมาทแล้ว  เรือตามปกติชนกันไม่ได้  หรือถ้าเราเดินไปตามถนน มีของตกลงมาจากตึกแถวโดนเราเป็นต้น  ปกติย่อมเป็นที่เข้าใจได้แล้วว่าฝ่ายเป็นเจ้าของสิ่งของนั้น  หรือเจ้าของบ้านนั้นเป็นฝ่ายประมาท
         หลักนี้ย่อมเป็นประโยชน์ในการสืบพยาน  ทั้งนี้ในทางลักษณะพยานมีข้อสันนิษฐานแยกได้เป็นสองประการ  คือ  เป็นข้อสันนิษฐานในทางข้อเท็จจริงที่ปรากฏในสำนวนอย่างหนึ่ง หรือเป็นข้อสันนิษฐานซึ่งกฎหมายบัญญัติไว้ให้ศาลสันนิษฐานอีกอย่างหนึ่ง  เช่น  เรารับจดหมายจากแดงลงวันที่  1  เดือนนี้มีตราไปรษณีย์จังหวัดสระบุรี  เพียงเท่านี้เราจะเข้าใจในเบื้องต้นซึ่งข้อเท็จจริงอาจจะปรากฏเป็นอีกอย่าง หนึ่งได้  และย่อมแล้วแต่ศาลจะเข้าใจอย่างนั้นหรือไม่  อีกฝ่ายหนึ่งย่อมมีโอกาสแก้ไขได้
         หลักกฎหมายที่กล่าวข้างต้นนี้  ก็หมายไปทางสันนิษฐานข้อเท็จจริงเช่นเดียวกันนั้นเอง กล่าวคือ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นแสดงอยู่ในตัวว่าเกิดขึ้นไม่ได้  เว้นแต่อีกฝ่ายหนึ่งจะประมาท  ฉะนั้นในการดำเนินคดีทำนองนี้  โจทก์ก็เป็นแต่เพียงสืบว่าสิ่งที่ทำให้เกิดเสียหายขึ้นนั้น อยู่ในการจัดการดูแลของจำเลยหรือคนของจำเลยและความเสียหายจะเกิดขึ้นไม่ได้  หากฝ่ายจำเลยได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควร  เมื่อเป็นเช่นนี้ก็เป็นหน้าที่ของจำเลยที่จะต้องนำสืบแสดงให้เห็นว่าเป็น อย่างอื่น  มิฉะนั้น  ศาลอาจฟังได้ว่าจำเลยประมาท
         คำว่า  “Res Ipsa Loquitur”  ท่านอาจารย์ไพจิตร  ปุญญพันธุ์  แปลความว่า  “เหตุการณ์ย่อมแจ้งชัดอยู่ในตัวเอง”  โดยได้อธิบายหลักนี้ไว้ว่า  “หลักนี้ใช้บังคับในคดีที่เกิดความเสียหายโดยประมาทเลินเล่อในกรณีที่ไม่ ต้องพิสูจน์ว่า  จำเลยได้ประมาทเลินเล่อนอกเหนือไปจากเหตุที่เกิดขึ้นนั้นเอง อันแสดงว่าเกิดจากความประมาทเลินเล่ออยู่ในตัว  โดยหลักที่ว่า  เป็นหน้าที่ของโจทก์ที่จะพิสูจน์ว่าจำเลยประมาทเลินเล่อ  ไม่ใช่จำเลยต้องพิสูจน์ในบางกรณีโจทก์ย่อมประสบความยุ่งยากมากมาย  เพราะอาจเป็นไปได้ว่า  เหตุที่เกิดอยู่ในความรู้เห็นของจำเลยแต่ผู้เดียวที่เป็นผู้ก่อขึ้น  โจทก์สามารถพิสูจน์ได้ว่าเหตุได้เกิดขึ้นก็จริง  แต่ก็ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่า  เหตุนั้นเกิดขึ้นได้อย่างไรอันจะเป็นการแสดงถึงมูลกรณีหรือที่มา  (Origin)  แห่งความประมาทเลินเล่อของจำเลย  ในการใช้หลักเรื่อง  “เหตุการณ์ย่อมแจ้งชัดอยู่ในตัวเอง  (principle of res ipsa loquitur)  ย่อม ทำให้พิสูจน์ได้ง่ายขึ้น  เป็นการหลีกเลี่ยงข้อยุ่งยากไปได้มาก
         หลักหรือความรับผิดที่ว่านี้  ไม่ใช่หลักว่าด้วยความรับผิด (principle of liability)  หรือหลักทางกฎหมายสารบัญญัติ (principle of substantive Law)  แต่เป็นกฎเกณฑ์ในลักษณะพยานหลักฐาน (rule of evidence) มีกรณีหลายกรณีที่ถือว่าเหตุการณ์ย่อมแจ้งชัดอยู่ในตัวเอง  ในการใช้หลักนี้โจทก์เพียงแต่พิสูจน์ว่าได้เกิดเหตุขึ้นก็พอแล้ว  ไม่ต้องพิสูจน์อะไรกันอีก  ไม่จำต้องอ้างหรือพิสูจน์ถึงการกระทำหรือละเว้นการกระทำของจำเลยโดยเฉพาะผล ของการใช้หลักนี้คือ  ย่อมถือว่าเหตุการณ์ที่ได้เกิดขึ้นโดยจำเลยไม่ได้ประมาทเลินเล่อนั้นเป็น เสมือนหนึ่งว่าได้เกิดขึ้นอันเป็นผลเนื่องมาจากความประมาทเลินเล่อของจำเลย  ย่อมเป็นที่เห็นได้ว่าอย่างน้อยที่สุดผลของการใช้หลักเหตุการณ์ย่อมแข้งชัด อยู่ในตัวเองนี้  ก็คือเพียงแต่เหตุที่เกิดขึ้นเท่านั้นย่อมเป็นการแสดงพยานหลักฐานเบื้องต้น เกี่ยวกับความประมาทเลินเล่อ  (prima-facie evidence of negligence)  ไว้แล้ว
         ที่ว่าเป็นพยานหลักฐานเกี่ยวกับความประมาทเลินเล่อ  (evidence of negligence) นั้น มิได้หมายความว่าผู้ต้องรับผิดได้กระทำการโดยประมาทเลินเล่อแต่ประการใด  แต่หมายความว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้น  แสดงถึงความประมาทเลินเล่อของผู้ต้องรับผิดไปในตัว  หรือกฎหมายถือว่าได้กระทำความผิดหรือประมาทเลินเล่อในการไม่ควบคุมดูแลดัง กล่าวมาแล้วเท่านั้น”
         ท่านอาจารย์บัญญัติ  สุชีวะ  ได้ให้คำอธิบายไว้ว่า  “Res Ipsa Loqutiur”  หมายความว่า  ข้อเท็จจริงที่ปรากฏอยู่ย่อมแสดงอยู่ในตัวว่า ฝ่ายใดควรจะเป็นฝ่ายผิด  กล่าวคือ  พฤติการณ์ต่างๆ ที่มีอยู่ในขณะเกิดความเสียหายนั้น  ไม่มีใครนอกจากผู้กระทำความเสียหายเท่านั้นที่จะต้องเป็นผู้รับผิดชอบ และการที่เกิดเหตุเช่นนั้นขึ้นก็ไม่มีทางสันนิษฐานเป็นอย่างอื่นได้  นอกจากต้องสันนิษฐานว่าเป็นเพราะความประมาทของผู้กระทำ  ตัวอย่างเช่น  รถยนต์แล่นขึ้นไปชนคนบนทางเท้า  หรือชนร้านริมถนน  กระถางต้นไม้ตกมาจากบนบ้านถูกคนเดินถนนเหล่านี้  เบื้องแรกย่อมสันนิษฐานว่า  ฝ่ายรถยนต์หรือเจ้าของบ้านต้องเป็นฝ่ายประมาท  เพราะมิเช่นนั้นจะเกิดเหตุการณ์ดังนั้นขึ้นไม่ได้เลย  ในกรณีเช่นนี้โจทก์จึงมีหน้าที่นำสืบแต่เพียงว่าข้อเท็จจริงอย่างใดเกิดขึ้น เท่านั้น  ต่อจากนั้นเป็นหน้าที่ของจำเลยจะต้องนำสืบว่า  เหตุที่เกิดขึ้นนั้นมิใช่เพราะความประมาทของคน  ถ้าจำเลยไม่นำสืบ  หรือนำสืบดังข้อต่อสู้ไม่ได้ก็ต้องรับผิด
         คดีที่กฎหมายจะสันนิษฐานว่าจำเลยได้ประมาทเลินเล่อนั้นคือ
         1. เมื่อสิ่งที่ทำให้เกิดอันตรายเสียหายนั้นอยู่ในอำนาจของจำเลย
         2. เหตุที่ได้เกิดขึ้นนั้นตามธรรมดาจะไม่เกิด  ถ้าผู้ที่กระทำการได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควร
         ตัวอย่างเช่น  โจทก์เดินอยู่ในถนน  ถังแป้งหล่นลงมาจากที่เก็บสินค้าของจำเลย  โดนโจทก์บาดเจ็บเสียหาย  ตัดสินว่าจำเลยได้ประมาทเลินเล่อ หรือ  โจทก์เกิดอยู่ใต้สะพานรถไฟ  อิฐที่ก่อสะพานหล่นลงมาโดนโจทก์บาดเจ็บ  ถือว่าบริษัทรถไฟเลินเล่อ  หรือจำเลยก่อตึกใหม่ๆ  ตึกพังลงมาทับร้านขายของของโจทก์เสียหาย  ถือว่าจำเลยประมาทเลินเล่อ  ในเรื่องนี้มีข้อสำคัญที่ควรพิจารณาก็คือว่า  ถ้าสิ่งที่ทำให้เกิดอันตรายนั้นเป็นของ
ที่มีชีวิตกับที่ไม่มีชีวิต  ข้อบังคับกฎหมายผิดกัน  เช่น  สัตว์ที่มีกำลังทำอะไรได้ด้วยตัวเอง  ถ้าสัตว์กระทำการเสียหายให้เกิดขึ้น  ไม่จำเป็นว่าเจ้าของได้ประมาทเลินเล่อเสมอไป  เช่น  ตัวอย่าง  ก. ขับรถม้าไปตามถนน  รถเข้าไปในร้านข้างถนนกระทำให้เขาเสียหาย  กฎหมายไม่สันนิษฐานว่าได้เกิดเพราะความประมาทเลินเล่อของคนขับ  เพราะการที่ม้าพารถเข้าไปข้างถนนนั้น  อาจจะเป็นโดยม้าพยศเหลือกำลังคนขับเอาไว้ไม่อยู่  หรือโดยม้าตกใจสิ่งอื่น   โดยคนขับก็มีความสามารถอย่างธรรมดาและไม่เคยรู้ว่าม้าของตนมีนิสัยที่จะพยศ ซึ่งถ้าเป็นเช่นนี้  เจ้าของรถม้าไม่ต้องรับผิด  แต่ถ้าสิ่งของนั้นเป็นสิ่งที่ไม่มีชีวิต  กฎหมายสันนิษฐานว่าได้เลินเล่อ  เช่น  ก. ขับรถยนต์ไปตามถนน  รถยนต์เข้าไปในร้านเขาทำให้เขาเสียหาย  ในที่นี้เห็นได้ว่าตามธรรมดาถ้าคนขับไม่เลินเล่อไม่มีเหตุอื่นที่จะให้รถ ยนต์เข้าไปได้  เพราะฉะนั้นถ้ามีเรื่องเกิดขึ้นกฎหมายคงสันนิษฐานว่าคนขับได้เลินเล่อ
         3.1  หลัก  Res  Ipsa  Loquitur  ตามกฎหมายอังกฤษ
                คำว่า  “Res Ipsa Loquitur (the thing speaks for itself)  นี้ท่าน  John Burke  ได้อธิบายความหมายไว้ในหนังสือ  Osborn’s concise Law Dictionary  ว่า  “Res Ipsa Loquitur”  เป็นสุภาษิตซึ่งใช้ในกรณีที่ไม่น่าเป็นไปได้ว่าเหตุการณ์บางอย่างเกิดขึ้น โดยปราศจากความประมาทเลินเล่อของจำเลย  ซึ่งลูกขุนทั่วๆ ไป สามารถวินิจฉัยคดีโดยปราศจากพยานหลักฐานอื่นดว่าเหตุการณ์ณ์เกิดขึ้นเพราะ ความประมาทเลินเล่อ  (the  maxim applies whenever it is so improbable that such an accident would have happened without the negligence of the defendant, that a rrasonable jury could find  without further evidence that it was so caused) สุภาษิตนี้ใช้กันมากในคดีละเมิดซึ่งเกิดจากความประมาทเลินเล่อ (The Tort  of negligence)  โดยปกติแล้วเป็นหน้าที่ของโจทก์ที่จะพิสูจน์ถึงความประมาทเลินเล่อ  ในบางครั้งถึงแม้ว่าโจทก์สามารถที่จะพิสูจน์ถึงเหตุการณ์ได้  แต่เขาก็ไม่สามารถที่จะแสดงได้ว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นได้อย่างไร  อย่างไรก็ตามเหตุการณ์ย่อมแจ้งชัดอยู่ในตัวเองในเมื่อโจทก์ใช้หลักสุภาษิต  “Res  Ipsa  Loquitur”
                ความเป็นมาของหลัก  Res Ipsa Loquitur
                หลักที่ว่าเป็นหน้าที่ของโจทก์ในการพิสูจน์ถึงความประมาทเลินเล่อนั้น  ในบางกรณีเป็นภาระอันหนักแก่โจทก์  เพราะเหตุว่าข้อเท็จจริงที่ก่อให้เกิดเหตุการณ์นั้นอยู่ในความรู้เห็นของ จำเลยผู้ซึ่งเป็นต้นเหตุของเหตุการณ์ (the true cause of the accident  lies solely within the knowledge of the defendant who caused it)  โจทก์สมารถพิสูจน์ถึงเหตุการณ์ได้แต่เขาไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าเหตุการณ์ เกิดขึ้นได้อย่างไร  เพื่อที่จะแสดงให้เห็นถึงที่มาของความประมาทเลินเล่อของจำเลย  (origin in the negligence of defendant) อย่างไรก็ตาม  อาจหลีกเลี่ยงข้อยุ่งยากนี้  โดยการให้หลัก Res Ipsa Loquitur มีคดีเป็นจำนวนมากซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นย่อมชัดแจ้งอยู่ในตัวเอง (the accident speaks  for itself)  ดังนั้นหลักนี้จึงเป็นประโยชน์แก่โจทก์ในการพิสูจน์ถึงเหตุการณ์  เป็นหน้าที่ของจำเลยที่จะพิสูจน์ให้คณะลูกขุนเชื่อว่าเหตุการณ์ไม่ได้เกิด จากความประมาทเลินเล่อของเขา หลัก  Res Ipsa Loquitur มีที่มาสืบเนื่องจากคดีระหว่าง Byrne V. Boadle  (1863)  ข้อเท็จจริงปรากฏว่า  ถังแป้งตกลงมาจากที่เก็บสินค้าของจำเลยถูกโจทก์ซึ่งเดินผ่านในบริเวณถนนนั้น ได้รับบาดเจ็บ  ข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นถูกอ้างเป็นพยานหลักฐานแต่ไม่สามารถ พิสูจน์ถึงความประมาทเลินเล่อของผู้เป็นเจ้าของคลังสินค้า  ในการชดเชยความเสียหายแก่โจทก์  ศาลกล่าวว่าเหตุการณ์ย่อมแจ้งชัดอยู่ในตัวเอง  (the thing speaks for itself) พยานหลักฐานของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเพียงพอแล้วที่จะวินิจฉัยถึงความประมาท เลินเล่อ
                ความเห็นของศาลในคดีนี้เป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่าเหตุการณ์ปกติแล้วจะ ไม่เกิดขึ้น  ถ้าหากว่าเจ้าของคลังสินค้าได้ใช้ความระมัดระวัง  ในกรณีเหตุการณ์เกิดขึ้นเนื่องจากการขาดความระมัดระวัง จำเลยซึ่งเป็นเจ้าของคลังสินค้ามีหน้าที่ที่จะแสดงให้เห็นว่าเหตุการณ์เกิด ขึ้นอย่างไร
ในปี ค.ศ. 1865  ปรากฏว่ามีคดีหนึ่งเกิดขึ้นซึ่งคำวินิจฉัยของศาลในคดีนี้ถือเป็นบรรทัดฐาน จวบจนกระทั่งปัจจุบัน  คดีดังกล่าวก็คือ  คดีระหว่าง  Scott V. London  & St. Katherine’s Docks Co. (1865)  ข้อเท็จจริงได้ความว่า  จำเลยเก็บกระสอบบรรจุน้ำตาลไว้ในโรงเก็บสินค้าข้างทาง  ในวันเกิดเหตุโจทก์เดินผ่านมา  ปรากฏว่ามีน้ำตาลหลายกระสอบไหลลงมาทับโจทก์ได้รับบาดเจ็บ  ศาลเห็นว่าตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นฟังได้ในเบื้องต้นว่าจำเลยประมาทในการ เก็บรักษาน้ำตาล  จึงเป็นหน้าที่ของจำเลยที่จะต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าตนได้ใช้ความระมัดระวังพอ สมควรแล้ว  มิฉะนั้นต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ ท่านผู้พิพากษา  William  Erle  C.J. กล่าวไว้ในคดีนี้ว่า  “But where the thing is shown to be under the management of the defendant or his servants.And the  accident is such as in the ordinary course of things does not happen if those who have the management use proper care, it affords reasonable evidence, in the absence of  explanation by the defendant, that the acdident arose from want of care”
                คำกล่าวข้างบนถอดความเป็นภาษาไทยได้ว่า  “เมื่อสิ่งซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายนั้นอยู่ภายใต้การจัดการของจำเลยหรือ ลูกจ้างของเขาและและเหตุการณ์ธรรมดาแล้วจะไม่เกิดขึ้น  ถ้าหากว่าบุคคลซึ่งมีหน้าที่จัดการนั้นได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควร  กรณีดังกล่าวเป็นพยานหลักฐานที่รับฟังได้  โดยปราศจากการอธิบายของจำเลยว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเกิดจากการขาดความระมัด ระวัง”
                ดังนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่า  คดีระหว่าง  Byrne V. Boadle  (1863) และคดีระหว่าง  Scott V. London & St. Katherine’s Docks Co. (1865)  จึงเป็นที่มาของหลัก   Res Ipsa Loquitur  ซึ่งใช้ในประเทศที่ใช้กฎหมาย  Common Law
                เงื่อนไขในการใช้หลัก  Res Ipsa Loquitur
                ในการฟ้องคดีละเมิดซึ่งนำหลัก  Res Ipsa Loquitur  มาใช้นั้นเป็นหน้าที่ของจำเลยที่จะพิสูจน์ว่าจำเลยไม่ได้ประมาทเลินเล่อหรือ ว่ามีบางสิ่งซึ่งแสดงให้เห็นว่าเหตุการณ์นั้นจำเลยไม่มีส่วนในความประมาท เลินเล่อนั้นเลย
                โดยเหตุที่หลักนี้ถือว่า  ข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นย่อมบอกเรื่องราวในตัวของมันเอง  (should tell its own story)  และยกเป็นข้อต่อสู้จำเลยในการวินิจฉัยความประมาทเลินเล่อเพื่อที่จะแสดงให้ เห็นว่าคดีมีมูล  (prima facie case)  และจากหลักที่ท่านผู้พิพากษา  William Erle C.J.  ได้กล่าวว่า  “เมื่อสิ่งซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายนั้นอยู่ภายใต้การจัดการของจำเลยหรือ ลูกจ้างของเขาและเหตุการณ์ธรรมดาแล้วจะไม่เกิดขึ้นถ้าหากว่าบุคคลซึ่งมี หน้าที่จัดการนั้นได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควร    กรณีดังกล่าวเป็นพยานหลักฐานที่รับฟังได้โดยปราศจากการอธิบายของจำเลยว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเกิดจากการขาดความระมัดระวัง. นั้น จะเห็นได้ว่าในการใช้หลักนี้มีเงื่อนไขอยู่  2  ประการ คือ
                1. สิ่งซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายนั้นอยู่ภายใต้การควบคุม (Control)  ของจำเลยหรือลูกจ้างของเขา และ
                2. เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นตามธรรมดาจะไม่เกิดถ้าถ้าผู้กระทำได้ใช้ความระมัด ระวังตามสมควร   แต่นักนิติศาสตร์บางท่าน   ได้วางหลักเกณฑ์ว่าในการใช้หลักนี้จะต้องมีเงื่อนไข  3  ประการ  คือ
                   1. สิ่งซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายนั้นอยู่ภายใต้การจัดการและควบคุมของจำเลย
                   2. เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นตามธรรมดาจะไม่เกิดถ้าผู้กระทำได้ใช้ความระมัด ระวังตามสมควร
                   3. ไม่มีพยานหลักฐานที่แสดงถึงสาเหตุที่เกิดขึ้นหรือแสดงว่าเหตุการณ์เกิดขึ้น อย่างไร
                เงื่อนไข  2  ประการดังกล่าวแล้วมีข้อควรพิจารณาดังต่อไปนี้
                1. สิ่งซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายนั้นอยู่ภายใต้การควบคุม  (Control) ของจำเลยหรือลูกจ้างของเขา
                    จุดประสงค์ของเงื่อนไขข้อนี้ก็คือการเกิดขึ้นของเหตุการณ์เป็นพยานหลักฐาน ของความประมาทเลินเล่อ  (evidence of negligence) ของจำเลย  หรือบุคคลใดซึ่งเขาต้องรับผิดในความประมาทเลินเล่อนั้น  ดังนี้เมื่อโจทก์นำหลัก  Res Ipsa  Loquitur  มาใช้  โจทก์ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าสิ่งซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายนั้นอยู่ในความควบ คุม (control)  ของจำเลยหรือลูกจ้างของเขา  ตัวอย่างเช่น  คดีระหว่าง Byrne V. Boadle  (1863)  ถังแป้งตกลงมาจากที่เก็บสินค้าของจำเลยถูกโจทก์ซึ่งเดินผ่านในบริเวณถนนนั้น ได้รับบาดเจ็บ
คดีระหว่าง  Scott  V. London  & St. Katherine’s  Docks Co. (1865) กระสอบบรรจุน้ำตาลซึ่งเก็บไว้ที่คลังสินค้าของจำเลยไหลลงมาทับโจทก์ได้รับ บาดเจ็บ
                    คดีระหว่าง  Jager V. Adams  (1877)   ขณะที่โจทก์เดินอยู่ข้างถนนหน้าสิ่งก่อสร้างซึ่งสูงชัน  ปรากฏว่ามีเศษอิฐตกลงมาถูกโจทก์ได้รับบาดเจ็บ  กรณีดังกล่าวถือว่าจำเลยซึ่งมีสัญญาในการก่อสร้างตึกต้องรับผิด  ศาลกล่าวว่า  เป็นหน้าที่ของจำเลยในการที่จะป้องกันเหตุการณ์จะเกิดจากการที่อิฐตกลงมา
                    คดีระหว่าง  Kearney V. London, etc., R.Co. (1870)  ขณะโจทก์เดินอยู่ใต้สะพานรถไฟ  อิฐที่ก่อสร้างหล่นลงมาโดนโจทก์ได้รับบาดเจ็บ  ข้อเท็จจริงปรากฏว่าบริษัทจำเลยเป็นผู้รับผิดชอบในการก่อสร้าง  ศาลวินิจฉัยว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นถือว่าเป็นเพราะความประมาทเลินเล่อของ บริษัทจำเลยที่ไม่ใช้ความระมัดระวังตามสมควร
                    คดีระหว่าง Volkar V. Manhattan R. Co. (1892)  ขณะที่โจทก์ขับรถไปตามถนนใต้รถไฟลอยฟ้า  ปรากฎว่าชิ้นส่วนของรถไฟของจำเลยหลุดและตกลงมาถูกโจทก์ได้รับบาดเจ็บ  กรณีเช่นนี้ถือได้ว่าการที่ชิ้นส่วนของรถตกลงมานั้น  ย่อมสันนิษฐานได้ว่าเป็นเพราะจำเลยขาดการซ่อมแซมดูแลนั่นเอง
                    จากคดีที่กล่าวมานี้จะเห็นได้ว่าสิ่งซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายนั้นอยู่ภาย ใต้การควบคุม (control)  ของจำเลย  ดังนั้นในการที่จะนำหลัก   Res Ipsa Loquitur  มาใช้โจทก์จะต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าสิ่งเหล่านั้นอยู่ในความควบคุมของจำเลย
                    อย่างไรก็ตาม  สิทธิในการควบคุมนั้นตรงกันข้ามกับการควบคุมที่แท้จริง  (actual control)  กล่าวคือไม่จำเป็นเสมอไปว่าโดยพฤติการณ์ทั้งหมดจะถือว่าอยู่ภายใต้การควบคุม ของจำเลยแต่ถ้าเหตุการณ์ซึ่งนำไปสู่เหตุที่เกิดขึ้นหรืออาจนำไปสู่เหตุที่ เกิดขึ้นอยู่ภายใต้การควบคุม (control)  ของบุคคลอื่น   ซึ่งมิใช่จำเลย  แล้วการเกิดขึ้นของเหตุการณ์ไม่เป็นพยานหลักฐานเพียงพอที่จะยกเป็นข้อต่อสู่ จำเลย  ตัวอย่างที่ศาลถือว่าเป็นพยานหลักฐานของความประมาทเลินเล่อซึ่งยกเป็นข้อต่อ สู่จำเลยได้เช่น  คดีระหว่าง  Gee  V. Metropolitan  Ry.( 1873)  ข้อเท็จจริงได้ความว่าโจทก์ยืนพิงที่ประตูของรถไฟใต้ดิน  หลังจากที่รถไฟออกจาสถานีรถไฟไป  ปรากฏว่าประตูหลุดออกเป็นเหตุให้โจทก์ตกจากรถไฟ  ศาลวินิจฉัยว่ากรณีนี้ถือได้ว่ามีพยานหลักฐานของความประมาท เลินเล่อ(evidence of  negligence) ซึ่งยกเป็นข้อต่อสู้จำเลยคือบริษัทรถไฟนั้นได้
                    แต่มีคดีหนึ่งซึ่งศาลวินิจฉัยในทางตรงกันข้าม  คดีดังกล่าวก็คือคดีระหว่าง  Easson V.L.N.E. Ry. (1944)  ข้อเท็จจริงได้ความว่าโจทก์เป็นเด็กอายุ  4  ขวบตกออกไปจากประตูของขบวนรถไฟซึ่งมีทางเดินติดต่อถึงกัน  ห่างจากที่รถไฟจอดที่สุดท้ายประมาณ  7  ไมล์ ศาลวินิจฉัยว่าไม่มีเหตุผลพอที่จะถือว่าจำเลยควบคุมประตูในการที่จะนำหลัก  Res Ipsa Loquitur    มาใช้โดยคดีนี้ศาลได้กล่าวว่า  “มันเป็นสิ่งเป็นไปไม่ได้ที่จะกล่าวว่าการใช้ประตูซึ่งมีทางเดินเข้าออก ติดต่อถึงกัน ในช่วงของการเดินทางจาก  Edinburgh  ไป  London  นั้นอยู่ในความควบคุมอย่างต่อเนื่องของบริษัทรถไฟ”  ศาลเห็นว่ากรณีดังกล่าวเป็นความประมาทเลินเล่อของผู้โดยสารมากกว่าเป็นความ ประมาทเลินเล่อของลูกค้าของจำเลย
                    กรณีที่ศาลวินิจฉัยว่าสิ่งซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายนั้นไม่อยู่ในความควบ คุมจำเลยเช่นเดียวกัน  เช่น  คดีระหว่าง  Manzoni V. Douglas (1880)  เมื่อม้าของจำเลยวิ่งเตลิดโดยไม่ทราบสาเหตุและวิ่งขึ้นไปบนทางเท้าชนโจทก์ ได้รับบาดเจ็บ ศาลวินิจฉัยว่าถึงแม้ว่าการวิ่งขึ้นไปบนทางเท้าของม้าโดยไม่ทราบสาเหตุนั้น เป็นพยานหลักฐานของความประมาทเลินเล่อก็ตาม  แต่พยานโจทก์ได้ให้การว่าม้าได้เกิดพยศขึ้นโดยไม่ได้อยู่ในความควบคุมของจำ เลยและโจกท์ก้ไม่มีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะแสดงให้เห็นถึงสิทธิที่จะได้รับ การชดเชยความเสียหาย  ดังนั้น  จึงเห็นได้ว่าม้าได้วิ่งหนีไปโดยปราศจากความประมาทเลินเล่อของผู้ขี่
                    คดีระหว่าง  Larson V. St. Francis Hotel (1948) ข้อเท็จจริงได้ความว่าขณะที่โจทก์เดินอยู่ข้างถนนซึ่งติดอยู่กับโรงแรม  St. Francis  ปรากฏว่าเก้าอี้ขนาดใหญ่ตกลงมาถูกที่ศีรษะของโจทก์และโจทก์สลบไป  โจทก์เรียกค่าเสียหายจากเจ้าของโรงแรม  ถึงแม้ว่าจะมีคนเป็นจำนวนมากอยู่ใกล้บริเวณนั้นขณะเกิดเหตุ  แต่ก็ไม่ปรากฏว่ามีผู้ใดเห็นเก้าอี้ตกลงมา  กับทั้งไม่มีหลักฐานว่าเก้าอี้เป็นของโรงแรม
                    อย่างไรก็ตามมีเหตุผลที่เชื่อได้ว่า  เก้าอี้ตกลงมาจากส่วนใดส่วนหนึ่งของโรงแรม  โจทก์ได้อ้างหลัก  Res Ipsa Loquitur  ศาลพิพากษาว่าข้อเท็จจริงคดีนี้นำหลัก  Res Ipsa Loquitur  มาใช้ไม่ได้ เพราะว่าหลักนี้นำมาใช้เฉพาะเมื่อพิสูจน์ได้ว่าความเสียหายเกิดขึ้นภายใต้ การควบคุมและจัดการของจำเลย  ตามปัญหาโรงแรมไม่ได้ควบคุม เก้าอี้นั้น ไม่ว่าจะเป็นการควบคุมที่แท้จริงหรือชั่วคราว  อย่างน้อยที่สุดแขกผู้มาพักมีส่วนในการควบคุม
                    หลัก  Res Ipsa Loquitur   จะนำไปใช้ในพฤติการณ์ซึ่งโจทก์สามารถพิสูจน์ได้ว่าจำเลยเป็นผู้ควบคุมสิ่ง ซึ่งก่อให้เกิดความเสียหาย  ไม่เพียงแต่พิสูจน์ว่าจำเลยเป็นหนึ่งในจำนวนหลาย ๆ  คนแต่ยังต้องพิสูจน์ว่าความประมาทเลินเล่อของบุคคลหนึ่งบุคคลใดนั้น  ก่อให้เกิดความเสียหาย ปัญหานี้โดยแท้จริงแล้วเป็นเรื่องยากในการใช้หลักสุภาษิตนี้  ในกรณีเกี่ยวกับการฝ่าตัดหรือการปฏิบัติการทางการแพทย์อย่างอื่น  อย่างไรก็ตามมีคดีเป็นจำนวนมากที่คนไข้ถูกปฏิเสธที่จะใช้หลักสุภาษิตนี้ใน การลงความเห็นถึงความประมาทเลินเล่อ  ในพฤติการณ์ซึ่งเขาพิสูจน์ว่ามีสิ่งแปลกปลอมเข้าไปในตัวเขาระหว่างการผ่า ตัด  (คดี  Morris V. Winsbury white (1937)
                    ในบางครั้งสุภาษิตนี้อาจนำไปใช้ในกรณีที่จำเลยต้องรับผิดในการกระทำของผู้ อื่นในการผ่าตัดรักษาคนไข้ดังจะเห็นได้จากคดี  Cassidy V. Ministry of  Health  (1951)  คดีนี้โจทก์เป็นกรรมการรับจ้างทำงานทั่วไป  ครั้นในตอนต้น  ค.ศ. 1948  โจทก์
                    ผู้อื่นในการผ่าตัดรักษาคนไข้ดังจะเห็นได้จากคดี  Cassidy V. Ministry of  Health  (1951)  คดีนี้โจทก์เป็นกรรมการรับจ้างทำงานทั่วไป  ครั้นในตอนต้น  ค.ศ. 1948  โจทก์มีอาการเกร็งที่นิ้วมือทำให้นิ้วกลางและนิ้วนางงอที่มือซ้าย  เมื่อแพทย์ผู้มีหน้าที่ตรวจผู้ซึ่งได้ประกันสุขภาพตามกฎหมาย (Health Insurance Act)  ได้ตรวจดูแล้วก็ส่งโจทก์ไปรับการรักษาตัวที่โรงพยาบาล Walton Hospital ในเมือง Liverpool แพทย์ได้แนะนำให้โจทก์รับการผ่าตัด ซึ่งนายแพทย์ Fahrni เป็นแพทย์ผู้ทำการผ่าตัด  หลังการผ่าตัดโจทก์อยู่ในความดูแลรักษาของนายแพทย์ Fahrni. นายแพทย์ Ronaldson และบรรดาพยาบาลในโรงพยาบาลนั้น  ประมาณ 14 วันหลังจากนั้นก็เอาเฝือกออกจากแขนโจทก์ซึ่งปรากฏว่าโดยแท้จริงแล้วมือของ โจทก์ใช้การอะไรไม่ได้เลย  นิ้วที่ผ่าตัดทั้ง 2 นิ้วนั้นงอแข็ง และเลยทำให้กระทบกระเทือนไปถึงนิ้วดี ๆ ถัดไปอีก 2 นิ้วคือ
                    โจทก์ฟ้องว่า  หลังจากได้มีการผ่าตัดแล้ว  การรักษาได้กระทำไปด้วยความประมาทเลินเล่อในส่วนที่เกี่ยวกับหลัก Res Ipsa Loquitur ท่านผู้พิพากษา Singleton ลงความเห็นว่า
                    1. กรณีของฝ่ายโจทก์  พยานหลักฐานที่มีมูลว่ามีการประมาทเลินเล่อนั้น อีกฝ่ายหนึ่งมิได้สืบหักล้าง
                    2. เป็นที่ชัดแจ้งว่าได้มีการประมาทเลินเล่อเกี่ยวด้วยการรักษาภายหลังที่ได้มี การผ่าตัดแล้ว
                    3. โจทก์ไม่สามารถจะแสดงได้ว่าความประมาทเลินเล่อนั้นเป็นความประมาทเลินเล่อ ของคนหนึ่งคนใดโดยเฉพาะ  อาจเป็นได้ว่าบุคคลหลายคนได้ประมาทเลินเล่อหรือเพราะเหตุที่หย่อนในแผนการ ปฏิบัติทุกสิ่งทุกอย่างได้อยู่ภายใต้ความควบคุมของโรงพยาบาล และผู้ที่เกี่ยวข้องโดยตรงก็เป็นผู้ที่อยู่ในทางการจ้างของเทศบาล
                    ความรับผิดชอบจึงตกอยู่แก่จำเลย  ถึงแม้หากสามารถแสดงให้เห็นว่าเรื่องยุ่งยากที่เกิดขึ้นนี้เนื่องมาแต่ความ ประมาทเลินเล่อของนายแพทย์ Fahrni และซึ่งไม่อาจกล่าวได้ว่าเรื่องนี้อยู่ในฐานะเช่นนั้น ความรับผิดชอบก็ยังตกอยู่กับจำเลยอยู่นั่นเอง  จำเลยจึงต้องรับผิดไม่ว่าความประมาทเลินเล่อนั้นจะได้เกิดจากการกระทำของนาย แพทย์ Fahrni หรือศัลยกรรม Ronaldson หรือบรรดาพยาบาล
                    1. เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้น ตามธรรมดาจะไม่เกิดถ้าผู้กระทำได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควร
                       ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์ในบางขณะอาจเห็นได้ในตัวว่าเป็นความประมาท เลินเล่อโดยอาศัยสามัญสำนึกหรือความรู้ทั่วไป  ดังนั้นอาจเป็นข้อเท็จจริงที่ศาลรู้เอง (Judicial notice)  โดยอาศัยความรู้และประสบการณ์ทั่วไป สามัญสำนึกที่ว่า ถังจะไม่ตกจากขอบหน้าต่างไปถูกคนเดินถนน ถ้าหากว่าบุคคลผู้ต้องรับผิดได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควร (คดี Byrne V. Boadle (1863)  หรือกรณีรถไฟ 2 ขบวนจะไม่ชนกันถ้าหากคันใดคันหนึ่งไม่ประมาทเลินเล่อ (คดี Skinner V.L.B. & S.C.Ry. (1850) )
                       ในกรณีที่รถยนต์ชนคนบนทางเท้า (คดี Ellor V. Selfridge & Co. Ltd : (1930) )  หรือกรณีรถยนต์วิ่งผิดเส้นทาง  เหล่านี้ถือได้ว่าคดีเกี่ยวกับความประมาทเลินเล่อนั้นมีมูล  ยกเป็นข้อต่อสู้คนขับได้   หรือกรณีเดียวกันทุกคนย่อมทราบได้ว่าไฟนั้นปกติจะไม่ไหม้  เว้นแต่จะเป็นเพราะความประมาทของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง (คดี Sochacki V. Sas (1947) )
                        อย่างไรก็ตามมีปัญหายุ่งยากเกิดขึ้น  กรณีการฟ้องคดีประมาทเลินเล่อซึ่งเกี่ยวกับศัลยแพทย์หรือแพทย์  เพราะเหตุที่ว่า  ผู้พิพากษานั้นไม่ใช่บุคคลผู้สามารถรู้ถึง “สิ่งที่เป็นปกติธรรมดา” (the ordinary course of things)  เช่น การผ่าตัดช่องท้อง ดังนั้นหลักสุภาษิตนี้จึงไม่อาจนำมาใช้   ดังตัวอย่างคดีระหว่าง  Mahon  V.Osborne (1939) ข้อเท็จจริงได้ความว่าผ้าซับเลือดถูกลืมไว้ในท้องของคนไข้  หลังจากการผ่าตัดช่องท้อง  ท่านผู้พิพากษา Scott L.T.  ได้ให้ความเห็นว่า “ถ้าความรู้ของสามัญชนทั่วไปไม่อาจลงความเห็นในเรื่องความประมาทเลินเล่อ ได้  หลัก  Reslpsa Loquitur  จึงไม่อาจนำมาใช้”
                        ด้วยเหตุนี้โจทก์จึงควรที่จะนำพยานผู้เชี่ยวชาญ  (expertwitneses) มาสืบเพื่อแสดงว่าเหตุการณ์จะไม่เกิดขึ้นโดยปราศจากความประมาทเลินเล่อ  ทั้งนี้  เพื่อแสดงให้เห็นถึงสิทธิเรียกร้องได้ชัดเจนขึ้น  เพราะเหตุว่าผู้ว่าพิพากษาขาดประสบการณ์ในการที่จะลงความเห็นถึงความประมาท เลินเล่อนั้น
                        ผลของการใช้หลัก Res Ipsa Loquitur
                        ในการฟ้องคดีละเมิด  เมื่อโจทก์นำสืบได้ว่าเขาได้รับความเสียหายจากสิ่งซึ่งอยู่ภายใต้การควบคุม ของจำเลย  และความเสียหายนั้นปกติแล้วจะไม่เกิดขึ้น  ถ้าหากว่าได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควร  กรณีดังกล่าวจึงเข้ากับหลัก Res Ipsa Loquitur มีผลทำให้โจทก์ไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ถึงความประมาทเลินเล่อ (poof  of  negligence)
                         กรณีที่ใช้หลัก Res Ipsa Loquitur  เป็นข้ออ้างนั้น  ผลประการแรกก็คือ  โจทก์มีสิทธิมอบหมายคดีของเขาแก่คณะลูกขุนเพื่อว่าถ้าเขาถูกยกฟ้องในระหว่าง พิจารณาคดีของศาล  เขาก็อาจอุทธรณ์ให้พิจารณาคดีใหม่   ผลประการที่สองก็คือ  ในกรณีที่คดีถูกมอบหมายให้เป็นหน้าที่ของลูกขุน  เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นย่อมถือได้ว่าเป็นพยานหลักฐานที่รับฟังได้  โดยปราศจากคำอธิบายของจำเลย  โดยถือว่าเป็นความประมาทเลินเล่อของจำเลย (the  defendant ’s negligence) เป็นหน้าที่ของจำเลยที่จะนำสืบหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์  อย่างไรก็ตามจำเลยมีสิทธิหลุดพ้นจากความรับผิดได้  ถึงแม้ว่าเขาไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าเขาไม่ได้ขาดความระมัดระวัง
                         ในคดีซึ่งพิจารณาโดยลูกขุนนั้น  ผู้พิพากษาอาจจะไม่มอบหมายคดีนั้นแก่คณะลูกขุนถ้าหากว่าไม่ปรากฏพยานหลักฐาน ของความประมาทเลินเล่อ (evidence  of  negligence) ในบางคดีโจทก์ยกหลัก Res Ipsa Loquitur  ขึ้นอ้าง  ผู้พิพากษาอาจตัดสินให้จำเลยแพ้คดีเพราะเหตุที่ว่าไม่มีพยานหลักฐานมาแสดง ต่อศาล
                        กล่าวโดยสรุป  ในการฟ้องคดีละเมิดเมื่อโจทก์นำสืบได้ว่าเขาได้รับความเสียหายจากสิ่งซึ่ง อยู่ภายใต้การควบคุมของจำเลยและความเสียหายนั้นปกติแล้วจะไม่เกิดขึ้น  ถ้าหากว่าได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควร  กรณีดังกล่าวจึงเข้ากับหลัก Res Ipsa Loquitur  มีผลทำให้โจทก์ไม่ต้องพิสูจน์ถึงความประมาทเลินเล่อของจำเลย  หลัก Res Ipsa Loquitur จึงเป็นการผลักภาระการพิสูจน์ไปยังจำเลย  แต่จำเลยอาจนำสืบหักล้างข้อสันนิษฐานความประมาทเลินเล่อของจำเลย
         3.2 หลัก Res Ipsa Loquitur ตามกฎหมายอเมริกา
               ในคดีธรรมดา  ศาลของอเมริกันส่วนใหญ่อ้างถึงหลัก Res Ipsa Loquitur  ว่าเป็นสิ่งหนึ่งบรรดาพยานหลักฐานแวดล้อมกรณี (circumstantial evidence) ดังจะเห็นได้จากคำกล่าวของท่านผู้พิพากษา Cullen ในคดี Griffen V. Manice (1901) มีข้อความตอนหนึ่งว่า  “เมื่อข้อเท็จจริงและพยานแวดล้อมซึ่งคณะลูกขุนลงความเห็นเกี่ยวกับความ ประมาทเลินเล่อโดยพิจารณาจากเหตุการณ์ซึ่งเกิดขึ้นโดยตรงแล้ว  กรณีดังกล่าวเรียก  circumstantial evidence” Res Ipsa Loquitur  เป็นหลักที่แตกต่างจากหลักทั่วไปกล่าวคือไม่มีพยานหลักฐานพฤติการณ์แวดล้อม  ที่จะแสดงถึงความประมาทเลินเล่อ  นอกจากหลักซึ่งตั้งอยู่บนประสบการณ์ทั่วไป  (common  experience) ไม่ใช่ขึ้นอยู่กับพฤติการณ์พิเศษ (specific  circumstance) ของคดี  ซึ่งหลักดังกล่าวมีหลักเกณฑ์ที่ว่าเหตุการณ์ธรรดาจะไม่เกิดขึ้น ถ้าไม่มีความประมาทเลินเล่อ  ตัวอย่างเช่น  เครื่องจักรทำงานไม่ปกติ , โครงสร้างหรือส่วนหนึ่งส่วนใดชำรุด , รถไฟตกราง , ขวดโคคาโคล่าระเบิด  สิ่งเหล่านี้ไม่สามารถให้รายละเอียดหรือพิสูจน์โดยเฉพาะในจุดที่จะอธิบายถึง เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้  อย่างไรก็ตามโดยปกติ   ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นย่อมแสดงว่ามีข้อบกพร่องบางอย่างซึ่งเป็นสาเหตุ    ให้เกิดเหตุการณ์  หรือว่าบางสิ่ง (something) ทำงานผิดพลาด  กรณีดังกล่าวจึงเป็นจุดสำคัญของหลัก Res Ipsa Loquitur
               หลัก Res Ipsa Loquitur  ในอเมริกามีที่มาจากอังกฤษกล่าวคือในปี ค.ศ. 1863  ปรากฏมีคดีหนึ่ง  ถังแป้งตกลงมาจากที่เก็บสินค้าของจำเลยถูกโจทก์ซึ่งเดินผ่านในบริเวณนั้นได้ รับบาดเจ็บ  ข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นถูกอ้างเป็นพยานหลักฐาน  แต่ไม่สามารถพิสูจน์ถึงความประมาทเลินเล่อของจำเลยผู้เป็นเจ้าของคลัง สินค้า  ในการชดใช้ความเสียหายแก่โจทก์  ศาลกล่าวว่าเหตุการณ์ย่อมแจ้งชัดอยู่ในตัวเอง  (the thing speaks for itself)  และพยานหลักฐานของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเพียงพอแล้วที่จะวินิจฉัยถึงความ ประมาทเลินเล่อ
               ความเห็นของศาลในคดีนี้เป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่าเหตุการณ์ปกติแล้วจะ ไม่เกิด  ถ้าหากว่าเจ้าของคลังสินค้าได้ใช้ความระมัดระวัง  ในกรณีที่เหตุการณ์เกิดขึ้นเนื่องจากการขาดความระมัดระวัง  จำเลยซึ่งเป็นเจ้าของคลังสินค้ามีหน้าที่ที่จะแสดง  ให้เห็นว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นอย่างไร
               คดีบรรทัดฐานที่ศาลอเมริกาอ้างถึงในกรณีที่ใช้หลัก Res   Ipsa  Loquitur ได้แก่  คดีระหว่าง Scott  V. London and  St.  Katherine  Docks  Company  (1865)  ซึ่งมีสาระ สำคัญคือ “เมื่อสิ่งซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายอยู่ภายใต้การจัดการของจำเลยหรือ ลูกจ้างของเขา  และเหตุการณ์ธรรมดาแล้วจะไม่เกิดขึ้น  ถ้าหากว่าบุคคลซึ่งมีหน้าที่จัดการนั้นได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรกรณีดัง กล่าวเป็นพยานหลักฐานที่รับฟังได้  โดยปราศจากอธิบายของจำเลยว่าเหตุการณ์เกิดจากการขาดความระมัดระวัง”
               เหตุที่ต้องนำหลัก Res  Ipsa  Loquitur มาใช้  เนื่องจากโดยทั่วไปเพื่อที่จะได้รับชดใช้ค่าเสียหาย  บุคคลผู้ได้รับความเสียหายต้องพิสูจน์ว่าผู้กระทำประพฤติในสิ่งซึ่งวิญญูชน ไม่พึงกระทำปัญหายุ่งยากในการพิสูจน์ก็คือบุคคลผู้ได้รับความเสียหายไม่ สามารถพิสูจน์ถึงการกระทำอันเป็นประมาทเลินเล่อ (active negligence)  ตัวอย่างเช่น  ถ้าผู้เสียหายโดยสารในลิฟท์ปรากฏว่าลิฟท์ได้ตกลงมายังพื้นโดยไม่ทราบสาเหตุ  ผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บ  กรณีนี้เป็นสิ่งเป็นไปไม่ได้ที่จะพิสูจน์ว่าผู้เป็นเจ้าของประมาทเลินเล่อใน การดูแลหรือควบคุม
               จากกรณีดังกล่าวกฎหมายได้ยอมรับข้อยกเว้นของหลักทั่วไปที่กำหนดให้บุคคลผู้ เสียหายพิสูจน์ถึงการกระทำผิดซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายของผู้กระทำ  ข้อยกเว้นนี้ได้เป็นที่ยอมรับกันในทุกรัฐ ยกเว้น รัฐมิชิแกน (Michigan)  และรัฐเซาท์แคโรไลน่า (South Carolina)  หลักดังกล่าวเป็นที่รู้กันทั่วไปว่า “Res Ipsa Loquitur”  ซึ่งกลายเป็นหลักหนึ่งที่ยอมรับกันในกฎหมายกว่า 10 ปีมาแล้ว
               เงื่อนไขในการใช้หลัก Res Ipsa Loquitur
               การใช้หลัก Res Opsa Loquitur  ในอเมริกามีเงื่อนไขดังต่อไปนี้
               1. เหตุการณ์ปกติจะไม่เกิดขึ้นโดยปราศจากความประมาทเลินเล่อของบุคคลใดบุคคล หนึ่ง (the event must be of a kind which ordinarily does not occur in the absence of someone’s negligence)
               2. เหตุการณ์เกิดขึ้นจากตัวแทน หรือเครื่องมือซึ่งอยู่ในความควบคุมของจำเลย (it must be causd by an anency or instrumentality within the exclusive control of the defendant)
               3. เหตุการณ์ไม่ได้เกิดจากการกระทำโดยใจสมัครของโจทก์หรือโจทก์มีส่วนในความ ประมาทด้วย (it must not have been due to any voluntary action or contribution on the part of the plaintiff)
               1. เหตุการณ์ปกติจะไม่เกิดขึ้นโดยปราศจากความประมาทเลินเล่อของบุคคลใดบุคคล หนึ่ง
                   หลักที่ว่าเหตุการณ์ปกติจะไม่เกิดขึ้นโดนปราศจากความประมาทเลินเล่อนั้นเป็น ส่วนหนึ่งของหลักพยานหลักฐานแวดล้อม (principle of circumstantial ecidence)  ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจากสามัญสำนึกทั่วไปย่อมลงความเห็นได้ว่าบุคคล หนึ่งบุคคลใดประมาทเลินเล่อ  จากหลักพื้นฐานนี้ Res Ipsa Loquitur  จึงถูกนำมาใช้ในสถานการณ์ต่าง ๆ กัน   ตัวอย่างเช่น  กรณีใบมีดโกนถูกพบในก้อนขนมปัง  ดังนี้ผู้กระทำไม่สามารถอ้างได้ว่าเหตุการณ์ที่ปรากฏนั้นมิใช่ความประมาท เลินเล่อเช่นเดียวกันถ้าหนูที่ตายแล้วถูกพบในขวดโซดา  เป็นความจริงที่ไม่ต้องสงสัยเช่นเดียวกัน หรือกรณีของถังแก๊สระเบิด อาจยกข้ออ้างในความรู้สึกของวิญญูชนได้ว่า การระเบิดนั้นเนื่องมาจากความประมาทเลินเล่อ
                   คดีระหว่าง Mullen V. St.John (1874)  ข้อเท็จจริงได้ความว่าขณะที่โจทก์เดินอยู่ข้างถนน Van Brun Street ในเมือง Brooklyn  กำแพงบ้านของจำเลยพังมาทับโจทก์ได้รับบาดเจ็บข้อเท็จจริงปรากฏไม่มีพายุหรือ แรงสั่นสะเทือนใด ๆ ที่จะเป็นเหตุให้กำแพงพังลงมา  ไม่พยานหลักฐานยืนยันถึงข้อบกพร่องว่าสิ่งก่อสร้างนั้นไม่ได้ซ่อมแซมให้ดีพอ อันเป็นสาเหตุให้พังลงมา  ศาลวินิจฉัยว่าการพังของกำแพง  เป็นข้อสันนิษฐานของความประมาทเลินเล่อ (presumption of negligence)  ซึ่งบุคคลผู้เป็นเจ้าของต้องรับผิด  โดยศาลกล่าวว่า “สิ่งก่อสร้างจะไม่พังลงมาโดยปราศจากมูลเหตุ”
                   คดีระหว่าง Gleeson V.Virginia Midland R.Co. (1891)  ข้อเท็จจริงได้ความว่า  ขณะที่โจทก์กำลังเดินทางอยูบนถนนของจำเลย  ปรากฏแผ่นดินถล่มเป็นเหตุให้รถไฟตกราง และพุ่งเข้าชนรถโจทก์ขับอยู่เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับบาดเจ็บ  ศาลวินิจฉัยว่า  กรณีดังกล่าวจำเลยต้องรับผิดเป็นหน้าที่ของบริษัทจำเลยที่จะสร้างขอบทางรถไฟ เพื่อกันไม่ให้รถเคลื่อนลงมา  จะถือว่าเป็นเหตุการณ์ที่ธรรมดาย่อมเกิดขึ้นตามธรรมชาติ  จนไม่สามารถควบคุมไฟได้ ไม่ได้
                   คดีระหว่าง Plum V.Richmond (233 N.Y. 285)  ข้อเท็จจริงได้ความว่า  โจทก์ซึ่งโดยสารมาในรถรางของจำเลยได้รับบาดเจ็บเนื่องจากรถรางและรถบรรทุกชน กัน  โจทก์ให้การเกี่ยวกับความเสียหายและพฤติการณ์แวดล้อมที่เกิดขึ้น  จำเลยให้การว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นไม่ใช่เพราะความผิดของจำเลย  ศาลกล่าวว่า “การจัดการและควบคุมการขนส่งผู้โดยสารอยู่ในการจัดการของคนขับรถซึ่งเป็น ลูกจ้างของจำเลย  เมื่อรถได้ชนกันขึ้น  ข้อสันนิษฐานของความประมาทเลินเล่อย่อมตกแก่จำเลยผู้ขนส่งหลักนี้เป็นการ ผลักภาระการพิสูจน์จากโจทก์ไปยังจำเลย  จากพยานหลักฐานที่เกิดขึ้นเห็นได้ว่าเป็นความประมาทเลินเล่อของจำเลย”
                   คดี “Wolf V. American Tract Society (58 N.E. 31 (New York)  ข้อเท็จจริงได้ความว่าอิฐตกลงมาจากสถานที่กำลังก่อสร้างตึกถูกคนเดินถนนได้ รับบาดเจ็บ  การก่อสร้างนั้นอยู่ภายใต้การควบคุมของผู้รับเหมา  ศาลวินิจฉัยว่าจากพฤติการณ์แวดล้อมของเหตุการณ์เป็นที่สันนิษฐานได้ว่าบุคคล ใด – บุคคลหนึ่งประมาทเลินเล่อ 
                   จากตัวอย่างที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่า  จากพฤติการณ์แวดล้อมที่เกิดขึ้น  การบาดเจ็บของโจทก์จะไม่เกิดขึ้นถ้าหากว่าจำเลยใช้ความระมัดระวังอย่างปกติ ธรรมดา (ordinary care)  ขณะที่เครื่องมือ (instrumentality)  อยู่ในการจัดการหรือควบคุมของจำเลย  กล่าวอีกนัยหนึ่งความประมาทเลินเล่อบางอย่างของจำเลยเป็นเหตุให้เกิดความ เสียหาย
                   ในคดีปกติธรรมดาในการวินิจฉัยว่าเหตุการณ์ปกติจะไม่เกิดโดยปราศจากความ ประมาทเลินเล่อนั้นวินิจฉัยโดยอาศัยความรู้ของสามัญชนทั่วไป (common knowledge)   แต่ถ้าหากในการวินิจฉัยถึงความประมาทเลินเล่อนั้น  ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงซึ่งอยู่นอกเหนือความรู้ธรรมดาเช่น  ความประมาทเลินเล่อของผู้ใช้วิชาชีพ (professional negligence)  ดังนี้  พยานผู้เชี่ยวชาญ (expert witness)  อาจมาให้การเพื่อประกอบการวินิจฉัยได้  ตัวอย่างเช่น  การบาดเจ็บของโจทก์จะไม่เกิดขึ้นถ้าหากว่าแพทย์นั้นไม่ประมาทเลินเล่อ
               2. เหตุการณ์เกิดขึ้นจากตัวแทน หรือเครื่องมือซึ่งอยู่ในความควบคุมของจำเลย
                  วัตถุประสงค์ของเงื่อนไขข้อนี้ก็เพื่อชี้ให้เห็นว่าความประมาทเลินเล่อที่ เกิดขึ้นอยู่ในความควบคุมของจำเลยมิใช่บุคคลที่สามด้วยเหตุนี้ตามตัวอย่าง ที่กล่าวแล้ว  กรณีในมีดโกนถูกพบในก้อนขนมปัง  กรณีหนูถูกพบในขวดโซดา  เหล่านี้อาจเป็นไปได้ว่าเป็นความประมาทเลินเล่อของบริษัทที่ทำขนมปัง  หรือบริษัทที่ผลิตเครื่องดื่ม  ซึ่งเป็นผู้ควบคุมกระบวนการผลิต
                  ไม่เพียงแต่โจทก์พิสูจน์ว่าเขาได้รับความเสียหายจากความประมาทเลินเล่อของ บุคคลใดบุคคลหนึ่งเท่านั้น  แต่ยังต้องพิสูจน์ว่าความเสียหายนั้นเป็นผลจากเครื่องมือบางอย่าง หรือสาเหตุจากสิ่งซึ่งจำเลยต้องรับผิด  ดังนั้น Res Ipsa Loquitur  ไม่อาจนำมาใช้ในกรณีที่เหตุการณ์เกิดขึ้นจากสิ่งซึ่งจำเลยไม่ได้เป็นผู้ควบ คุมตัวอย่างเช่น เมื่อแก๊สหรือน้ำ หรือไฟฟ้า เกิดรั่วจากที่ที่ถูกควบคุมโดยบุคคลอื่น (คดีระหว่าง Barker V.Withers (1956)
                  คดีระหว่าง  Kendall V. Boston (1875)  ข้อเท็จจริงได้ความว่าขณะที่โจทก์นั่งดูคอนเสิร์ทซึ่งจัดขึ้นที่เมืองของ จำเลยปรากฏว่ารูปปั้นตกลงมาจากชั้นบนถูกโจทก์ได้รับบาดเจ็บ  ไม่มีพยานหลักฐานในเรื่องการวางแผนอยู่ของรูปปั้นซึ่งต้องอยู่ในโรงละครนั้น ว่าอยู่ในสภาพที่ปลอดภัยหรือไม่กับทั้งโจทก์ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าความเสีย หายเกิดขึ้นจากความประมาทเลินเล่อของบุคคลซึ่งต้องรับผิด
                  เหตุผลประการสำคัญในคดีนี้ก็คือ  การตกลงมาของรูปปั้นนั้น  จำเลยพิสูจน์ได้ว่าไม่ได้เกิดจากข้อบกพร่องในการควบคุมหรือจัดการของฝ่าย จำเลย  แต่เกิดจากการกระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อของบุคคลใดบุคคลหนึ่งในกลุ่ม ผู้เข้าฟังคอนเสิร์ทในโรงละครนั้น  ดังนั้น Res Ipsa Loquitur  จึงไม่อาจนำมาใช้
                  การที่ได้กำหนดเป็นเงื่อนไขว่า Res Ipsa Loquitur  จะนำมาใช้ได้ก็ต่อเมื่อจำเลยเป็นผู้ควบคุมสิ่งที่เป็นอันตรายนั้น  ตามหลักตรรกวิทยาเบื้องต้นสำหรับเงื่อนไขข้อนี้มีเพียงว่า  ความประมาทเลินเล่อเป็นสิ่งที่บอกเรื่องน่าเชื่อถือว่า เป็นความประมาทเลินเล่อของจำเลยมิใช่บุคคลอื่น  ดังนั้นความเห็นนี้ได้ผ่อนคลายข้อกำหนดในการพิสูจน์ (the requirement of proof)  ซึ่งเป็นภาระอันหนักแก่โจทก์และเงื่อนไขนี้ได้ทั่วไป  ในกรณีพยานหลักฐานมีเหตุผลเพียงพอในเบื้องต้น  สำหรับที่จะสรุปว่าสาเหตุของเหตุการณ์  เป็นที่น่าเชื่อว่าจำเลยจะต้องรับผิดสำหรับความประมาทเลินเล่อ   ทั้งนี้เพราะว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นย่อมแสดงให้เห็นว่าการบาดเจ็บของโจทก์ หรือความเสียหายของโจทก์มีสาเหตุมาจากเครื่องมือภายใต้การจัดการหรือควบคุม ของจำเลย   ตัวอย่างเช่น  ในกรณีที่โจทก์ฟ้องบริษัทที่ผลิตเครื่องรับโทรศัพท์  ให้รับผิดเนื่องจากหูของโจทก์ได้รับอันตรายอันเกิดจากการใช้โทรศัพท์ของ จำเลย  ปรากฏว่าศาลได้นำหลัก Res Ipsa Loquitur มาใช้โดยให้เหตุผลว่าเป็นหน้าที่ของจำเลยในการควบคุมและป้องกันไม่ให้เกิด อันตรายจากโทรศัพท์นั้น  เช่นเดียวกันในกรณีที่ผู้โดยสารในรถบัสได้รับอันตรายจากคาร์บอนมอนอกไซด์  ศาลนำหลัก Res Ipsa Loquitur  มาใช้โดยเหตุที่ว่าเป็นหน้าที่ของบริษัทรถบัสที่จะดูแลรักษารถซึ่งอยู่ใน ความควบคุมของตนเพื่อความปลอดภัยของผู้โดยสารจากสารพิษนั้น
               3. เหตุการณ์ไม่ได้เกิดจากการกระทำโดยสมัครใจของโจทก์หรือโจทก์มีส่วนในความ ประมาทด้วย
                   เงื่อนไขที่ว่าสิ่งที่ก่อให้เกิดเหตุการณ์อยู่ในความควบคุมของจำเลยย่อมนำมา ใช้ต่อเมื่อโจทก์ไม่มีส่วนในความประมาทเลินเล่อสำหรับเหตุการณ์นั้นย่อมเป็น ที่เห็นได้ว่าโจทก์มีส่วนผิดอยู่ด้วย  ในกรณีหม้อน้ำรถจักรเกิดระเบิดขึ้น  ขณะที่โจทก์ซึ่งเป็นวิศวกรกำลังใช้งานอยู่  ความประมาทเลินเล่อของโจทก์อาจจะน้อยหรือมากกว่าความประมาทเลินเล่อของจำเลย และหลัก Res Ipsa Loquitur  จะไม่นำมาใช้จนกว่าโจทก์จะอธิบายถึงการกระทำของเขา หรือถ้าถังแก๊สระเบิดภายหลังจากที่เขาจุดบุหรี่ใกล้ ๆ ถังแก๊สนั้น  กรณีดังกล่าวถือว่าเป็นความประมาทเลินเล่อของเขาด้วยอย่างน้อยที่สุดมีความ สำคัญเท่ากับความประมาทเลินเล่อของจำเลย  ตามธรรมดาถ้าผู้เสียหายพิสูจน์ได้จนเป็นที่พอใจของศาลว่าบุหรี่ของเขาไม่ได้ ก่อให้เกิดการกระเบิกของถังแก๊ส เมื่อพิสูจน์ได้ดังนี้แล้วก็อาจนำหลัก Res Ipsa Loquitur มาใช้ได้
                   กรณีอาจเป็นไปได้ว่าหลักที่ว่าโจทก์มีส่วนประมาทอยู่ด้วยนั้นอาจนำไปใช้ใน การวินิจฉัยถึงความประมาทเลินเล่อของลูกจ้างด้วย  เดิมที่เดียวมีศาลเป็นจำนวนมากถือกันว่าหลัก Res Ipsa Loquitur ไม่อาจนำไปใช้ในการฟ้องคดีระหว่างนายจ้างและลูกจ้าง แต่ในปัจจุบันนี้ถือกันว่าหลัก Res Ipsa Loquitur อาจนำไปใช้สำหรับการฟ้องคดีของลูกจ้างได้ด้วย  ถึงแม้ว่าความผิดของโจทก์จะถูกทำให้หมดข้อสงสัยโดยเหตุผลของพยานหลักฐานที่ นำมาหักล้าง  กรณีดังกล่าวยังคงนำหลัก Res Ipsa Loquitur มาใช้ได้ภายใต้การแนะนำต่อลูกขุน
                   ดังได้กล่าวแล้วว่า Res Ipsa Loquitur จะนำมาใช้ต่อเมื่อเหตุการณ์เกิดขึ้นโดยมิใช่สาเหตุมาจากความผิดของโจทก์  ซึ่งในสมัยก่อนกำหนดว่า “โดยปราศจากการกระทำโดยสมัครใจของโจทก์”  แต่ในปัจจุบันเพียงแต่ความระมัดระวังของโจทก์มีไม่เพียงพอ  ก็ถือได้ว่าโจทก์มีส่วนร่วมในความผิดนั้นด้วย
                   ในบางศาลมีความเห็นว่า  Res Ipsa Loquitur  ใช้โดยเฉพาะเป็นพยานหลักฐานในข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ที่เข้าถึงจำเลย มากกว่าโจทก์ (more accessible to the defendant than to the plainliff)
                   อย่างไรก็ตาม หลัก Res Ipsa Loquitur เป็นนโยบายที่ชอบด้วยกฎหมาย (policy justification)  ซึ่งเป็นกฎ (rule) มากกว่าที่จะเป็นข้อกำหนด (requirement) ดังนั้นแม้จะมีนักนิติศาสตร์บางท่านเห็นกันว่าการที่จะนำหลัก Res Ipsa Loquitur มาใช้นั้นจะต้องมีเงื่อนไขบางประการที่สี่  กล่าวคือพยานหลักฐานของสาเหตุของเหตุการณ์มีเหตุผลพร้อมมูลที่จะเข้าถึง จำเลยมากกว่าโจทก์ตาม  แต่ศาลอเมริกันส่วนมากไม่ได้ยึดถือหลักนี้ และชดเชยค่าเสียหายให้ถ้าเข้าหลักเกณฑ์ 3 กรณี ดังที่กล่าวมา

ผล ของการใช้หลัก Res Ipsa Loquitur
     โดยเหตุที่  หลัก Res Ipsa Loquitur นี้เป็นหลักของพยานหลักฐานแวดล้อม (rule of circumstantial evidence)  ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อโจทก์  กล่าวคือ เป็นการแบ่งเบาภาระโจทก์ในการพิสูจน์ถึงความประมาทเลินเล่อของจำเลย  เป็นหน้าที่ของจำเลยที่จะต้องพิสูจน์ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเพื่อที่จะทำ ให้เขาหลุดพ้นจากความรับผิด  ตัวอย่างเช่น  กรณีรถวิ่งข้ามที่ขวางกั้นและชนคนเดินถนนได้รับบาดเจ็บ  หลัก Res Ipsa Loquitur  ก็จะถือว่าคนขับประมาทเลินเล่อ  เงื่อนไขทั้ง  3  ประการของหลักนี้ก็จะนำมาปรับแก่คดีได้ว่า  สิ่งซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายนั้นอยู่ในความครอบครองของคนขับเหตุการณ์ปกติ จะไม่เกิดขึ้นแต่ที่เกิดขึ้นนี้เพราะความประมาทเลินเล่อของคนขับ  และเงื่อนไขประการสุดท้าย  คนเดินถนนผู้ซึ่งเดินอยู่ข้างถนนมีสิทธิที่อ้างหลัก Res Ipsa Loquitur  เพราะเหตุว่าเขาไม่ได้มีส่วนในความประมาทเลินเล่อนั้น  แม้จะไม่มีพยานหลักฐานอื่นใดอีก  คนเดินถนนซึ่งเป็นโจทก์อาจชนะคดีได้
     อย่างไรก็ตามอาจกล่าวได้ว่า  การพิสูจน์ของโจทก์สำหรับข้อเท็จจริงบางอย่างจะทำให้หมดข้อสงสัยในการใช้ หลัก Res Ipsa Loquitur  นี้  ตัวอย่างเช่น  คนเดินถนนได้รับบาดเจ็บจากอิฐที่ตกลงมาจากตึกของจำเลย  โจทก์จะได้รับประโยชน์จากหลักนี้  ถ้าโจทก์พิสูจน์ได้ว่าอิฐตกลงมาจากปล่องไฟ  ในขณะที่มีบุคคลหลายคนไปยืนพิงที่ปล่องไฟในขณะที่กำลังดูขบวนพาเหรด  การพิสูจน์ดังนี้เพียงพอแล้วที่จะทำให้เห็นว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเกิดจาก การที่จำเลยขาดความระมัดระวังในการดูแลและบำรุงรักษาปล่องไฟของเขา   กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือในการใช้หลัก Res Ipsa Loquitur  นี้  โจทก์ต้องนำพยานหลักฐานมาแสดงให้เป็นที่พอใจของลูกขุนตามเงื่อนไขที่กำหนด ไว้นั่นเอง 
     ผลของการใช้หลัก Res Ipsa Loquitur ทำให้โจทก์ได้รับประโยชน์จากการวินิจฉัยของคณะลูกขุน  เว้นแต่จำเลยจะพิสูจน์ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้อย่างน่าเชื่อถือ  ดังคำกล่าวศาลสูงสุดสหรัฐ (The United States Supreme Court)  ซึ่งกล่าวไว้ในคดี  Sweeney V. Erving (1913)  ว่า “Res Ipsa Loquitur  มีความหมายว่าข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นเป็นสิ่งที่ชี้ให้เห็นถึงความประมาท เลินเล่อ  แต่มิใช่เป็นสิ่งที่เคร่งครัดในการวินิจฉัย  หลักนี้ใช้เป็นพยานหลักฐานแวดล้อมของความประมาทเลินเล่อ  (circumstantial evidence of negligence)  เมื่อปราศจากพยานหลักฐานโดยตรง (direct evidence)  แต่เป็นพยานหลักฐานที่มีน้ำหนัก Res Ipsa Loquitur  เมื่อถูกนำมาใช้จะเป็นพยานหลักฐานที่มีน้ำหนักแก่ฝ่ายโจทก์ 
     ศาลอเมริกันเคยวินิจฉัยในคดีระหว่าง Bond V. St.Louis-San Frandisco R. Co. (1926)  ว่า “Res Ipsa Loquitur  มีผลต่อวิธีพิจารณา  กล่าวคือ นำมาใช้ในรูปของข้อสันนิษฐาน  (presumption) หรือเป็นการผลักภาระการพิสูจน์ (shift burden of proof)”
     ศาลของมลรัฐหลุยเซียน่า (Louisiana)  และมิสซิสซิปปี้ (Missisippi)  ถือว่า Res Ipsa Loquitur เป็นการผลักภาระการพิสูจน์ไปยังจำเลย  โดยที่เขาต้องนำพยานหลักฐานมาสืบพิสูจน์มากกว่าจะเป็นหน้าที่ของโจทก์  จะเห็นได้ว่าคดีระหว่าง Jones V. Shell Petrleum Corp., (1936) และคดีระหว่าง Johnson V. Coca Cola Bottling Co., (1960)  ส่วนมลรัฐที่ไม่ถือว่า Res Ipsa Loquitur เป็นการผลักภาระการพิสูจน์  ได้แก่  มลรัฐอลาบามา (Alabama)  และโอคลาโฮมา (Oklahoma)  ดังจะเห็นได้จากคดีระหว่าง Brown V. Greyhound Corp. (1959)  และคดีระหว่าง Simon V. Transcontinental Bus System. Inc (1961)
     เมื่อโจทก์ไม่ต้องพิสูจน์ถึงความประมาทเลินเล่อของจำเลยโดยผลของหลัก Res Ipsa Loquitur ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของจำเลยที่ต้องแสดงว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นอย่างไร  แต่ส่วนมากแล้วจำเลยไม่สามารถแสดงให้เห็นได้ว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นอย่างไร  ด้วยเหตุนี้ข้อต่อสู้ของจำเลยโดยปกติเกิดจากการพิสูจน์ถึงความระมัดระวังของ จำเลย  ที่สำคัญที่สุดก็คือพิสูจน์ได้ว่าความจริงแล้วเหตุการณ์ไม่ได้เกิดขึ้นหรือ ว่าไม่ใช่เป็นผลจากการกระทำของจำเลย  ดังจะเห็นได้จากการวินิจฉัยของศาลในคดีระหว่าง Bischoff V. Newby’s Tire Service (333 Pac. 2d 44 (California) ) มีข้อความว่า  “เป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับโจทก์เพื่อที่จะแสดงให้เห็นว่าคดีมีมูล (a prima facie case) โจทก์ต้องพิสูจน์ข้อเท็จจริงว่าโจทก็ได้รับบาดเจ็บเนื่องจากเหตุการณ์นั้น จากนั้นเป็นหน้าที่ของจำเลยที่จะพิสูจน์ว่าเหตุการณ์ไม่ได้เกิดจากความ ประมาทเลินเล่อของเขา หรือเป็นผลที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ (the result of an inevitable casualty)  หรือว่ามีเหตุบางอย่างซึ่งวิญญูชนไม่อาจป้องกันได้  เมื่อจำเลยพิสูจน์ได้ดังนี้จำเลยย่อมหลุดพ้นจากความรับผิด
กรณีรถวิ่ง ข้ามที่ขวางกั้นและชนคนเดินถนนได้รับบาดเจ็บ  ถ้าสมมติว่าคนขับรถเป็นโรคหัวใจโดยที่เขาไม่รู้มาก่อน  และในขณะที่ขับรถนั้นเกิดอาการของโรคหัวใจ  เป็นเหตุให้เขาไม่สามารถควบคุมรถได้  เหตุการณ์เกิดขึ้นขณะที่คนขับมีความเจ็บปวดเนื่องจากโรคหัวใจ  พยานหลักฐานเกี่ยวกับโรคหัวใจนี้  ถ้าทำให้คณะลูกขุนเชื่อได้ก็จะเป็นการหักล้างข้อสันนิษฐานของหลัก Res Ipsa Loquitur และสรุปได้ว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นโดยปราศจากการขาดความระมัดระวังของคนขับรถ  หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคนขับรถไม่ได้ประมาทเลินเล่อ   จากตัวอย่างดังกล่าวจะเห็นได้ว่าถ้าคดีไม่มีเหตุเพียงพอสำหรับการนำหลัก Res Ipsa Loquitur มาใช้  หรือกรณีไม่ได้รับประโยชน์จากหลักนี้  และโจทก์ก็ไม่มีพยานหลักฐานของความประมาทเลินเล่อที่จะนำมาแสดงต่อคณะลูก ขุน  กรณีดังกล่าวโจทก์ก็ไม่มีสิทธิได้รับการวินิจฉัยจากคณะลูกขุน
     ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ของไทยก็มีบทสันนิษฐานเช่นเดียวกับหลัก Res Ipsa Loquitur เช่น  กรณี  ตามมาตรา 434  ซึ่งบัญญัติว่า  “ถ้าความเสียหายเกิดขึ้นเพราะเหตุที่โรงเรือนหรือสิ่งที่ปลูกสร้างอย่างอื่น ก่อสร้างไว้ชำรุดบกพร่องก็ดี  หรือบำรุงรักษาไม่เพียงพอก็ดี  ท่านว่าผู้ครองโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างนั้นๆ  จำต้องใช้สินไหมทดแทน  แต่ถ้าผู้ครองได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรเพื่อปัดป้องมิให้เกิดเสียหาย ฉะนั้นแล้ว  ท่านว่าผู้เป็นเจ้าของจำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน”
     มาตรา 436  บัญญัติว่า  “บุคคลผู้อยู่ในโรงเรือนต้องรับผิดชอบในความเสียหายอันเกิดเพราะของตกหล่น จากโรงเรือนนั้นหรือเพราะทิ้งขว้างของไปตกในที่อันมิควร”
     บทบัญญัติดังกล่าวผู้เขียนมีความเห็นว่ามีลักษณะเช่นเดียวกับหลัก  Res Ipsa Loquitur  กล่าวคือ  การที่โรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างชำรุดบกพร่อง  เป็นเหตุให้เกิดความเสียหายตามมาตรา 434  หรือกรณีที่ความเสียหายเกิดจากของตกหล่อนจากโรงเรือนตามมาตรา 436  ก็ตาม  กรณีเหล่านี้แสดงถึงความบกพร่องในการใช้ความระมัดระวังดูแล  สิ่งที่อยู่ในความครอบครองหรือดูแลของตน  ซึ่งถ้าหากว่าบุคคลเหล่านั้นใช้ความระมัดระวังตามสมควรแล้ว  ความเสียหายย่อมจะไม่เกิดขึ้น  ทั้งนี้จะเห็นได้จากเงื่อนไขในการใช้หลัก Res Ipsa Loquitur  ในอังกฤษโดยมีเงื่อนไข  คือ
     1. สิ่งซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายนั้นอยู่ภายใต้การควบคุม (control)  ของจำเลยหรือลูกจ้างของเขา  และ
     2. เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นตามธรรมดาจะไม่เกิด  ถ้าผู้กระทำได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควร  ตัวอย่างคดีในอังกฤษที่พอจะเทียบเคียงกับบทบัญญัติมาตรา 434  และ  436  ของไทยมีดังนี้  คือ  คดีระหว่าง  Jager V. Adams (1877)  ขณะที่โจทก์เดินอยู่ข้างถนนข้างหน้าสิ่งก่อสร้างซึ่งสูงชันปรากฏว่ามีเศษอิฐ ตกลงมาถูกโจทก์ได้รับบาดเจ็บ  กรณีดังกล่าวถือว่าจำเลย  ซึ่งมีสัญญาในการก่อสร้างตึกต้องรับผิด  ศาลกล่าวว่า  เป็นหน้าที่ของจำเลยในการที่จะป้องกันเหตุการณ์ที่จะเกิดจากการที่อิฐตกลงมา
     คดีระหว่าง Byrne V. Boadle (1863) ข้อเท็จจริงปรากฏว่าถึงแป้งตกลงมาจากที่เก็บสินค้าของจำเลยถูกโจทก์ซึ่งเดิน ผ่านในบริเวณถนนนั้นได้รับบาดเจ็บ  ข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นถูกอ้างเป็นพยานหลักฐานแต่ไม่สามารถ พิสูจน์ถึงความประมาทเลินเล่อของผู้เป็นเจ้าของคลังสินค้า  ในการชดเชยความเสียหายแก่โจทก์  ศาลกล่าวว่า  เหตุการณ์ย่อมแจ้งชัดอยู่ในตัวเอง  (the thing speads for itself)  พยานหลักฐานของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเพียงพอแล้วที่จะวินิจฉัยถึงความประมาท เลินเล่อ
     คดีระหว่าง  Scott V. London and St.Katherine’s Docks Co. (1865)  ข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยเก็บกระสอบบรรจุน้ำตาลไว้ในโรงเก็บสินค้าข้าง ทาง  ในวันเกิดเหตุโจทก์เดินผ่านมา  ปรากฏว่าน้ำตาลหลายกระสอบไหลลงมาทับโจทก์ได้รับบาดเจ็บ  ศาลเห็นว่าตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นฟังได้ว่าในเบื้องต้นจำเลยประมาทในการ เก็บรักษาน้ำตาล  ศาลเห็นว่าตามเหตุที่เกิดขึ้นฟังได้ในเบื้องต้นว่าจำเลยประมาทในการเก็บ รักษาน้ำตาลจึงเป็นหน้าที่ของจำเลยที่จะต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าตนได้ใช้ความ ระมัดระวังพอสมควรแล้ว  มิฉะนั้นต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์
     กรณีคดี  Jager V. Adams (1877)  การที่เศษอิฐตกลงมาถูกโจทก์ได้รับบาดเจ็บนั้น  เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นย่อมแสดงอยู่ในตัวว่าเป็นความประมาทเลินเล่อของจำเลย ที่ไม่ใช้ความระมัดระวังเพียงพอ  ถ้าหากว่าจำเลยใช้ความระมัดระวังดูแลสิ่งที่อยู่ในความควบคุมของตนให้ดี แล้ว  เหตุการณ์นั้นย่อมจะไม่เกิดขึ้น  ดังนั้น  จึงเป็นหน้าที่ของจำเลยที่จะนำสืบให้เห็นว่าตนเองมิได้ประมาทเลินเล่อ
     กรณีคดี  Byrne V. Boadle (1863)  และคดี  Scott V. London and St.Katherine’s Dock Co. (1865)  นั้นย่อมเทียบเคียงกับประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์  มาตรา 436  กล่าวคือเมื่อสิ่งของตกหล่นจากโรงเรือนก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลต้อง รับผิดก็เพราะว่าการที่ของตกหล่นจากโรงเรือนนั้นข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ ย่อมสันนิษฐานในเบื้องต้นได้ว่าเป็นเพราะการใช้ความระมัดระวังไม่เพียงพอ
     คดีที่เกิดขึ้นในประเทศอังกฤษดังที่กล่าวมาแล้วนี้  การที่ศาลนำหลัก Res Ipsa Loquitur มาใช้  ผู้เขียนเห็นว่านับว่ามีเหตุผลอยู่  เพราะในกรณีที่อันตรายเกิดจากทรัพย์ซึ่งอยู่ในความควบคุมของจำเลยโดยเฉพาะ เช่นนี้  ย่อมไม่อยู่ในวิสัยของโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกที่จะนำสืบในทางบวกให้เห็น ความประมาทเลินเล่อของจำเลย  พยานหลักฐานต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นพยานบุคคลหรือพยานวัตถุล้วนอยู่ในกำมือของฝ่ายจำเลยกอร์ปกับ ความเสียหายที่เกิดขึ้นก็มิใช่เรื่องปกติธรรมดาที่จะต้องเกิดขึ้นหากผู้ควบ คุมทรัพย์ต้นเหตุได้ระมัดระวังอย่างเพียงพอ  ดังนั้นเพื่อความชอบธรรมจึงควรให้จำเลยมีหน้าที่นำสืบในทางลบหักล้างว่าตนมิ ได้ประมาทเลินเล่อดังกล่าวแล้ว
     บทบัญญัติมาตรา 434, 436 หรือ 437  ซึ่งโดยหลักแล้วโจทก์ไม่ต้องพิสูจน์ถึงความประมาทเลินเล่อของจำเลยนั้นจะนำ มาใช้ได้ก็ต่อเมื่อเข้าหลักเกณฑ์ตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ในมาตรา 434 , 436 หรือ  437  แล้วแต่กรณี  มีปัญหาต่อไปว่าถ้าข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นไม่สามารถนำบทบัญญัติที่กล่าวมา นี้มาใช้ปรับแก่คดีได้  จะนำหลัก Res Ipsa Loquitur มาใช้ในศาลไทยได้หรือไม่  ตัวอย่างเช่น  ขณะที่โจทก์ขับรถไปตามถนนใต้รถไฟลอยฟ้าปรากฏชิ้นส่วนของรถไฟของจำเลยหลุดและ ตกลงมาถูกโจทก์ได้รับบาดเจ็บ  กรณีนี้ถ้าพิจารณาตามกฎหมายไทย  จะนำมาตรา 434  มาปรับแก่คดีก็ไม่ได้  เพราะเหตุว่าบทบัญญัติมาตรา 434  บัญญัติไว้เฉพาะกรณีความเสียหายเกิดขึ้นเพราะจะนำมาตรา 436  มาปรับแก่คดีก็ไม่ได้อีก  เพราะบทบัญญัติมาตรา 436  บัญญัติเฉพาะความเสียหายเกิดเพราะของตกหล่นจากโรงเรือนหรือเพราะทิ้งขว้าง ของไปตกในที่อันมิควรและชิ้นส่วนที่หลุดไปนั้นก็ไม่ใช่ทรัพย์อันตรายอันจะนำ บทบัญญัติมาตรา 437  วรรคสองมาปรับแก่คดีได้  หรือตัวอย่างเช่น  ผู้เสียหายโดยสารมาในลิฟต์ของจำเลย  ปรากฏว่าลิฟต์ได้ตกมายังพื้นโดยไม่ทราบสาเหตุ  เป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บ  กรณีนี้ถ้าพิจารณาตามกฎหมายไทย  ผู้เขียนเห็นว่าไม่เข้าหลักเกณฑ์ตามารตรา 433  หรือ  436  และไม่ใช่ทรัพย์อันตรายตามมาตรา 437  วรรคสอง  หรือตัวอย่างกรณีโจทก์ได้รับบาดเจ็บจากการรับประทานขนมปังซึ่งมีใบมีดโกน อยู่ข้างใน  ซึ่งกรณีนี้ถ้าพิจารณาตามกฎหมายไทย  ก้อนขนมปังไม่ใช่ทรัพย์อันตรายตามมาตรา 437  วรรคสอง  ดังนั้นจึงไม่อาจนำมาตรา 437  วรรคสองมาใช้ปรับแก่คดีได้
     เมื่อกรณีไม่ต้องด้วยมาตรา 434, 436  หรือ 437  มีปัญหาว่าจะนำหลัก Res Ispa Loquitur มาใช้ในศาลไทยได้หรือไม่
     อย่างไรก็ตาม มีคำพิพากษาฎีกาเรื่องหนึ่งซึ่งน่าจะเชื่อถือได้ว่าศาลไทยได้นำหลัก Res Ipsa Loquitur มาใช้  คำพิพากษาดังกล่าว  คือ  คำพิพากษาฎีกาที่ 1206/2500  โจทก์ฟ้องว่าเมื่อวันที่  5  สิงหาคม  2497  เวลากลางวันซึ่งเป็นเวลาน้ำไหลลงเชี่ยว  แพไม้ซุงของจำเลยจำนวน 60 ต้นเศษได้ขาดลอยจากตำบลบางโพ  อำเภอดุสิต  จังหวัดพระนคร  ไปปะทะเสาคอนกรีตรองรับเรือนแพของโจทก์ซึ่งปลูกในแม่น้ำเจ้าพระยาตำบล บางพลัด  อำเภอบางกอกน้อย  จังหวัดธนบุรี   โดยความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ไม่ผูกมัดแพซุงไว้ให้ดีเป็นเหตุให้เสา คอนกรีตรองรับเรือนแพแถวหน้าหักและเอนไปจากที่เดิม  3  ต้น  ทำให้ตัวเรือนเคลื่อนที่ไปจากเดิมและทรุดเอียงซึ่งจะต้องเสียค่าซ่อมแซมให้ คงสภาพเดิมเป็นอย่างต่ำ 13,400  บาท  โจทก์บอกกล่าวให้จำเลยซ่อมแซมให้โจทก์  จำเลยไม่จัดการซ่อมแซมให้ทำให้คนเช่าไม่กล้าเข้าอยู่  โจทก์ต้องขาดประโยชน์ค่าเช่าที่ควรได้อีกเดือนละ  250  บาท  จึงฟ้องขอให้จำเลยใช้ค่าเสียหาย  13,400  บาท  พร้อมด้วยดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีกับค่าเช่าที่ควรได้เดือนละ  250  บาท  นับแต่วันฟ้องจนกว่าคดีจะถึงที่สุด
     จำเลยให้การต่อสู้ว่า  โจทก์เป็นเจ้าของเรือนแพจริงหรือไม่จำเลยไม่รับรอง  การปลูกเรือนในแม่น้ำเจ้าพระยา  โดยปักเสาคอนกรีตในแม่น้ำเป็นการกีดขวางทาง  ขณะเกิดเหตุแพซุงรายนี้อยู่ในความดูแลรักษาของผู้อื่นโดยจำเลยว่าจ้างให้ เป็นผู้ดูแลรักษา  จำเลยจึงไม่มีหน้าที่รับผิดชอบ  แพซุงนี้อยู่คนละฝั่งแม่น้ำกับเรือนที่ว่าเป็นของโจทก์  หากแพซุงไปปะทะเรือนโจทก์ก็เพราะมีผู้อื่นผลักให้ไปปะทะ  ลำพังกระแสน้ำไม่มีเหตุที่จะพัดข้ามฟากไปโดนเรือนโจทก์ได้  ค่าเสียหายที่โจทก์เรียกร้องไม่ได้แสดงรายการเป็นการเคลือบคลุมหากจะฟ้องว่า เสียหายก็ไม่เท่าที่ฟ้องค่าเช่าที่เรียกร้องก็แพงเกินไปถ้าเช่าจริงก็ไม่ เกินดือนละ 50 บาท  โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าป่วยการร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี  ไม่ใช่ความผิดของจำเลยขอให้ยกฟ้อง
     ศาลแพ่งพิจารณาแล้วฟังว่า  เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2497  แพไม้ของจำเลย 4 ตับประมาณ 60 ท่อน  ซึ่งจอดอยู่หน้าโรงเลื่อยของจำเลยที่ตำบลบางโพได้ขาดลอยไปตามแม่น้ำเจ้า พระยา  ขณะเกิดเหตุลมพัดจัดข้ามไปทางฝั่งตะวันตก  แพไม้ของจำเลยจึงชนเสาเรือนโจทก์ทำให้เรือนโจทก์เสียหาย  เสาซีเมนต์ 3 ต้น ต้นหนึ่งหักที่คอนกรีตซีเมนต์กะเทาะเหลือแต่แกนเหล็กอีก 2 ต้นซีเมนต์กระเทาและเอนไป  ทำให้ตัวเรือนทรุดและเอน  คิดค่าซ่อมแซมเป็นเงิน 13,400 บาท  ข้อต่อสู้ของจำเลยที่ว่า  นายด๊วดรับฝากแพไม้นี้ไม่น่าเชื่อ  พฤติการณ์ส่อแสดงไปว่านายด๊วดเป็นลูกจ้างเฝ้าแพไม้ของจำเลยมากกว่า  จำเลยต้องรับผิดใช้ค่าเสียหายให้โจทก์ ส่วนค่าเช่าที่เรียกร้องนั้นได้ความว่า  เรือนโจทก์ปิดไว้เฉย ๆ มิได้ให้เช่าจะเรียกร้องเงินจำนวนนี้ไม่ได้  จึงพิพากษาให้จำเลยใช้ค่าเสียหายให้โจทก์เป็นเงิน 13,400 บาท พร้อมทั้งดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเงินเสร็จ
     จำเลยอุทธรณ์
     ศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้ว พิพากษายืน
     จำเลยฎีกาต่อมา
     ศาลฎีกาได้ฟังคำแถลงการณ์และประชุมปรึกษาแล้ว  ข้อเท็จจริงฟังได้ตามทางพิจารณาว่า  เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2497  เวลาราว 16.00 น. แพซุงของจำเลย 4 ตับ มีไม้ประมาณ 60 ท่อน ซึ่งจอดอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาหน้าโรงเลื่อยของจำเลยที่ตำบลบางโพ อำเภอดุสิต จังหวัดพระนคร ได้ขาดลอยไปตามลำน้ำเจ้าพระยา ในเวลานั้นเป็นหน้าน้ำไหลลงเชี่ยวและลมพัดจัดได้พัดพาเอาแพซุงของจำเลยไปทาง ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยาแล้วมาชนเอาเสาเรือนแพของโจทก์  ซึ่งปลูกสร้างอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่ตำบลบางพลัดอำเภอบางกอกน้อย  จังหวัดธนบุรี  เป็นเหตุให้เสาซีเมนต์รองรับเรือนแพของโจทก์ชำรุดเสียหาย รวม 3 ตัน  ทำให้เรือนแพเอียงทรุดไป
     จำเลยฎีกาขึ้นมามีใจความว่า
     1. จำเลยได้ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงดังโจทก์ฟ้องเหตุที่แพซุงไปปะทะกับเรือน โจทก์เป็นเพราะการกระทำของผู้อื่นจำเลยไม่ต้องรับผิด
     2. ขณะเกิดเหตุแพซุงอยู่ในความครอบครองดูแลรักษาของผู้อื่น  จำเลยจึงไม่ต้องรับผิด
     3. โจทก์ไม่เสียหายเท่าที่ฟ้อง  อย่างมากค่าเสียหายที่ต้องซ่อมแซมเสาเรือนที่กะเทาะ  1  ตัน  ประมาณ 500 บาท
     4. โจทก์ไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์เรือนที่โจทก์ฟ้อง  โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลย      
     ศาลฎีกาจะได้วินิจฉัยข้อฎีกาของจำเลยตามลำดับไป
     ในปัญหาข้อ 1 ตามข้อเท็จจริงในท้องสำนวนเป็นที่รับฟังได้ชัดว่าแพซุงที่ไปชนเสาเรือนโจทก์ เป็นของจำเลย  ได้ขาดหลุดลอยไปจากที่จอดริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา  หน้าโรงเลื่อยของจำเลยฝั่งพระนครจริงขณะนั้นเป็นหน้าน้ำไหลเชี่ยวแพซุงที่ ขาดไหลลอยตามน้ำนั้นไม่มีคนควบคุมระมัดระวังอย่างใดเลย
     พยานของจำเลยที่นำสืบว่า  จำเลยจ้างนายด๊อดเป็นผู้เฝ้าดูแลรักษาแพซุงนี้ไว้โดยเสียค่าจ้างให้นั้นกลับ ปรากฎจากพยานจำเลยเองว่าในเวลากลางวันนายด๊วดไม่ได้เฝ้าอยู่ดูแล  คงเฝ้าแต่เวลากลางคืนเท่านั้น  ข้อเท็จจริงปรากฏชัดว่า  แพซุงขาดลอยตามกระแสน้ำไปตอนบ่าย  ซึ่งเป็นเวลากลางวัน  ถ้านายด๊วดผู้รับจ้างเฝ้าดูแลรักษาไม่ละเลยต่อหน้าที่  ใช้ความระมัดระวังดูแลตรวจตราให้ดีแล้ว  ไหนเลยแพซุงจะขาดหลุดไหลลอยไปตามกระแสน้ำเป็นตับ ๆ ไปถึง 4 ตับ และก็ไม่ปรากฏตามทางพิจารณาว่าเหตุที่แพซุงขาดหลุดไหลลอยไป  เป็นเพราะการกระทำของผู้อื่นแต่ประการใด เหตุที่แพซุงไปปะทะกับเรือนโจทก์ ๆ ก็มีประจักษ์พยานเห็นขณะที่เกิดชนเสาเรือนโจทก์ว่าไม่ได้เกิดจากผู้อื่น กระทำ
     ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย  ข้อวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ว่า  เรือนของโจทก์หาใช่ว่าอยู่ตรงข้ามกับที่จอดแพซุงของจำเลยไม่  แพซุงของจำเลยไหลลอยมาตามกระแสน้ำจากตำบลบางโพผ่านมาไกลย่อมไหลจากแหลมไปหา คุ้งน้ำได้  เรือนโจทก์อยู่บางพลัด  กระแสน้ำและลมย่อมพัดพาเอาซุงให้ไหลลอยไปอีกฝั่งหนึ่งได้  แม้โจทก์จะไม่มีพยานนำสืบถึงสาเหตุที่ทำให้แพซุงของจำเลยหลุดลอยตามกระแสน้ำ อันเชี่ยวในฤดูน้ำว่าเป็นเพราะอะไร  จะใช่ความประมาทเลินเล่อของจำเลยหรือไม่ก็ดี  ก็ย่อมเป็นหน้าที่ของจำเลยซึ่งเป็นเจ้าของแพซุงจะต้องระมัดระวังดูแลรักษาแพ ซุงของตนไว้  เพราะย่อมเห็นได้โดยธรรมดาว่า  แพซุงที่จอดอยู่ริมแม่น้ำ  น้ำไหลเชี่ยวอาจหลุดลอยไปตามกระแสน้ำไป  ทำให้ทรัพย์สินของผู้อื่นชำรุดเสียหายได้ฎีกาข้อนี้ของจำเลยเป็นฟังไม่ได้
     เมื่อพิจารณาตามฎีกา 1206/2500  จะเห็นได้ว่าเป็นหน้าที่ของจำเลยซึ่งเป็นเจ้าของแพซุงจะต้องระมัดระวังดูแล รักษาแพซุงของตนไว้  เพราะย่อมเห็นได้โดยธรรมดาว่าแพซุงที่จอดอยู่ริมแม่น้ำน้ำไหลเชี่ยวอาจหลุด ลอยไปตามกระแสน้ำ  ทำให้ทรัพย์สินของผู้อื่นชำรุดเสียหายได้  การที่แพซุงขาดหลุดไปกระทบเสาเรือนโจทก์เสียหาย  ย่อมแสดงให้เห็นว่าจำเลยปราศจากความระมัดระวัง  แม้โจทก์จะไม่มีพยานสืบว่าเป็นเพราะเหตุใดแพจึงขาดจำเลยก็ต้องรับผิดเพราะ เป็นหน้าที่จำเลยจะต้องระวังรักษาไม่ให้แพซุงขาดลอยไปตามกระแสน้ำที่ไหล เชี่ยว
     ผู้เขียนเห็นว่า หลัก Res Ipsa Loquitur  น่าจะนำมาใช้กับคดีละเมิดอันเกิดจากความประมาทเลินเล่อในทางแพ่งได้  เพราะเหตุว่าสาเหตุการเกิดเหตุนั้นอยู่ในความรู้เห็นของจำเลยผู้ก่อเหตุแต่ ผู้เดียว  แม้ว่าโจทก์สามารถพิสูจน์ได้ว่า  เหตุการณ์ได้เกิดขึ้นจริงแต่ก็ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้น ได้อย่างไร  ซึ่งจะเป็นการแสดงถึงมูลกรณีที่มาแพ่งความประมาทเลินเล่อของจำเลย  และในเหตุการณ์ละเมิดนั้นมักจะหาพยานบุคคลได้ยากอีกทั้งเหตุการณ์เกิดขึ้นใน ชั่วพริบตา  พยานรวมทั้งผู้เสียหายมักจำเหตุการณ์ขณะเกิดเหตุไม่ได้ซึ่งบ่อยครั้งที่ โจทก์ผู้เสียหายไม่สามารถพิสูจน์ถึงความประมาทเลินเล่อของจำเลยได้  ทำให้ไม่ได้รับชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจากผู้ทำละเมิด  ดังนั้น  เมื่อนำหลักนี้มาใช้เมื่อเหตุการณ์เกิดขึ้นและมีข้อโต้เถียงกันว่าฝ่ายใด เป็นฝ่ายประมาทแล้ว  บางกรณีเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นย่อมแสดงอยู่ในตัวว่าฝ่ายใดเป็นผู้ประมาท เลินเล่อ  กล่าวคือพฤติการณ์ต่าง ๆ ที่มีอยู่ในขณะเกิดความเสียหายนั้นไม่มีใครนอกจาก ผู้ก่อเหตุเท่านั้นที่จะต้องเป็นผู้รับผิดชอบ และการที่เกิดเหตุการณ์นั้นก็ไม่มีทางสันนิษฐานเป็นอย่างอื่นได้  นอกจากสันนิษฐานว่าเป็นเพราะความประมาทเลินเล่อของจำเลย
     การนำหลัก Res Ipsa Loquitur มาใช้นั้นเป็นความพยายามที่จะบรรเทาข้อขัดข้องของโจทก์ในการพิสูจน์ถึงความ ประมาทเลินเล่อของจำเลย  ทั้งนี้  เพื่อให้โจทก์ผู้เสียหายมีโอกาสมากขึ้นในการได้รับชดใช้ค่าสินไหมทดแทน

บรรณานุกรม

ภาษาไทย
คนึง  ฤาไชย. 2523. กฎหมายลักษณะพยาน. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์เรือนแก้วการพิมพ์.
ธงเลิศ  โสภณภัต. “กฏหมายลักษณะพยานของไทยเป็นกฎหมายในระบบกล่าวหาจริงหรือ” ดุลพาห 28 (พฤศจิกายน-ธันวาคม 2524) : 40.
บุญช่วย. หลักกฎหมายประทุษร้ายส่วนแพ่ง. ไม่ปรากฏสถานที่พิมพ์, ร.ศ. 129.
ประมูล  สุวรรณศร. 2519. กฎหมายลักษณะพยาน. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์กรุงธน.
ประมูล  สุวรรณศร. “การค้นหาความจริงโดยพยานหลักฐาน”. บทบัณฑิตย์ 25 (ธันวาคม 2511) : 754
ไพจิตร  ปุญญพันธุ์. 2517. ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ข้อสันนิษฐานความผิดทางกฎหมาย. กรุงเทพมหานคร : แสงทองการพิมพ์.
พจน์  บุษปาคม. 2523. คำอธิบายประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยละเมิด. กรุงเทพมหานคร : แสงทองการพิมพ์.
อุทิศ  วีระวัฒน์. “ความประมาทเลินเล่อของผู้ใช้วิชาชีพ : ความรับผิดของแพทย์โรงพยาบาลและทัณฑแพทย์”. บทบัณฑิตย์ 24(เมษายน 2509) : 358
โอสถ  โกศิน. 2517. คำอธิบายและเปรียบเทียบกฎหมายไทยและต่างประเทศในเรื่องกฎหมายลักษณะพยาน. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์ไทยเขมร.

ภาษาอังกฤษ
Armitage, A.L. 1969. Cleck and Lindsell on Torts. London : Sweet and Maxwell.
Burby, William E. 1975. Ballantine’s Problems in Law. St. Paul, Minn : West Publising Co.
Burke, John. 1976. Osborn’s Concise Law DicTionary. London : Sweet and Maxwell.
Buzzard, John. 1970. Phipson on Evidence. London : Sweet and Maxweel.
Cleary, Edward W. 1972. Mccormick’s Handbook of the Law of Evidence. St. Paul, Minn : West Publishing Co.
Cohn, E.J. 1968. Manual of German Law. London : Oceana Publications Inc.
Cowen, Zelman. 1956. Essays on the Law of Evidence. Oxford : The Clarendon Press.
Crabb, John H. 1977. The French Civil Code. New Jersey : Fred B. Rothman Co.
Donaldson, James H. 1973. Casualty Claim Practice. Lllinois : Richard D. Irwin, Imc.
Dugdale, A.X. 1982. Professional Negligence. London : Butterworths.
Elliott, D.W. 1972. Phipson’s Manual of the Law of Evidence. London : Sweet and Maxwell.
Fleming, John G. 1977. Law of Torts. Sydney : The Law Book Company.
Fryer, William T. 1957. Selected Writing on the Law Evidence and Trial. St. Paul, Minn : West Publishing Co.
Heuston, R.F.V. 1969. Salmond on the Law of Torts. London : Sweet and Maxwell.
Heydon, J.D. 1975. Cases and Materials on Evidence. London : Butterworths.
Horn, Norbert. 1982. German Private and Commercial Law. Oxford : The Clarendon Tress.
James, Phillip S. 1978. General Principles of the Law of Torts. London : Butterworths.
Jolowicz, J.A. 1971. Wilfield and Jolowicz on Tort. London : Sweet and Maxwell.
Kionka, Edward J. 1977. Tort in a Nutshell Injuries to Persons and Property. St Paul Minn : West Publishing Co.
Kunstker, William M. 1954. Law of Accidents. New York : Oceana Publications.
Landon, P.A. 1951. Pollock’s Law of Torts. London : Stevens and Sins Limited.
Langan, P.ST.J. 1970. Civil Procedure and Evidence. London : Sweet and Maxwell.
Lawson, F.H. 1963. Amos and Walton’s Introduction to French Law. Oxford : Clarendon Press.
Mehren, Arthur Taylor Von. 1964. Law Japan : the legal Order in a changing Society. Tokyo : Charles E. tuttle Company.
Nokes, G.D. 1962. An Introduction to Evidence. London : Sweet and Maxwell.
Prosser< William L. 1964. Handbook of the Law of Torts. St. Paul, Ainn : West Publishing Co.
Roby, Henry John. 1902. Roman Private Law. Cambridge : At the University Press.
Smith, Kenneth. 1979. English Law. London : Pitman Publishing Limited.
Street, Thomas Atkins. 1980. The Foundation of Legal Liability. Colorado : Fred. B. Rothman Co.
Tyas, J.G.M. 1977. Law of Torts. London : Macdonald and Evans
Underhill. Sir Arthur. 1949. A Summary of the Law of Torts. London : Butterworths.
Williams, Ivy. 1923. The Source of Law in the Swiss Civil Code. Milford : Oxford University Press.

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น